ปั่นจักรยานไปนครธม

จากนครวัดผมปั่นจักรยานไปนครธม  หยุดถ่ายภาพเพื่อนเดินทางผู้ซื่อสัตย์ไว้ ๑ บาน…เห็นยอดปราสาทนครวัดอยู่ลิบ ๆ 

2001

จากนั้นก็ปั่นไปอีกประมาณ ๑ กิโลเมตร… ถึงสะพานนาคราชข้ามคู (2) ไปสู่ประตูทิศใต้ (south gate) ของนครธม…

wat-unknown1

นครธมมีเนื้อที่กว้างใหญ่กว่านครวัดหลายเท่า ตรงกลางคือปราสาทบายน (Prasat Bayon)  ตื่นตากับซุ้มประตูที่เห็นเบื้องหน้า…ผมจอดจักรยานไว้ก่อนข้ามสะพาน (1) เพื่อชื่นชมความมหัศจรรย์ของมรดกโลก!

2002

เว็บ japaness.net เขียนไว้ว่า…

นครธม สร้างในปีพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. ๑๗๒๔ – ๑๗๕๘) เป็นศิลปะแบบบายน คำว่านครธมนั้นมีความหมายว่าเมืองใหญ่ ธม แปลว่า ใหญ่ โดยมีปราสาทบายนเป็นศูนย์กลางของนครธม ในส่วนของนครธมนั้นมีจุดเด่นๆที่นักท่องเที่ยวนิยมชมกันก็คือ สะพานนาคราช ซึ่งด้านหนึ่งเป็นศิลาสลักเป็นรูปเทวดากำลังฉุดนาค ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นรูปอสูรซึ่งมีขนาดใหญ่มากกว่า ๕ เท่าคนจริงรวมกันถึง ๑๐๘ ตน เป็นสะพานที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ กษัตริย์เขมรใช้เป็นทางเสด็จผ่านเข้าออกเมืองนครธม นอกจากนี้ยังมี ประตูเมือง ที่มียอดเป็นรูปพระโพธิสัตว์หันพระพักตร์ไปทั้ง ๔ ทิศ…

2003

ปั่นจักรยานมาอยู่กลางสะพาน…

2006

2004

2007

แล้วตรงไปผ่านซุ้มประตูเมือง (3) ที่ผมเคยฝันอยากมา…

2005

2008

เข้าสู่อาณาเขตนครธม…ผมปั่นจักรยานไปบนถนนลาดยางไม่ถึง ๕๐๐ เมตร ก็เห็นวัดเขมรอีกวัดหนึ่ง (4) อยู่ทางด้านซ้ายมือ มีรึที่จะไม่แวะเข้าไป!

south-gate-1

ชื่อวัดเป็นภาษาขะแมร์  ผมจนด้วยเกล้า…ไม่สามารถบอกเพื่อน ๆ ได้ว่าชือวัดอะไร?

2009

อุโบสถโล่งเช่นนี้ผมเพิ่งเคยเห็น…

2016

ถ่ายภาพใบเสมามาให้เพื่อน ๆ ดูด้วย…

2014

หน้าบันเรียบง่ายแต่สวย!

2017

2010

2013

2012

2011

นั่นคงเป็นศาลาอเนกประสงค์ ผมเห็นกุฏิสงฆ์อยู่ด้านหลัง…

2015

มีฝรั่งนั่งตุ๊ก ๆ ผ่านไปคันแล้วคันเล่า วัดนี้มีอุโบสถและวิสุงคามสีมาที่สมบูรณ์ มิได้เป็นแค่สำนักสงฆ์หรือวัดป่า พอดีอยู่นอกสายตาจึงยังไม่มีข้อมูลในอินเทอร์เน็ต!  ผมยินดีที่ได้แวะมาครับ

จบแล้ว!

รถของบริษัท Capitol Tours ไปจอดให้ผมลงแถว ๆ วงเวียนก่อนถึงด่าน ตม. เขมร ได้รับสติกเกอร์มาถือไว้…ก็ยังสงสัยอยู่ว่ามันจะช่วยให้เดินทางต่อไปถึงกรุงเทพได้อย่างไร?

665

เดินแบกเป้ตรงลิ่วไปยัง passport control ของ ตม. เขมรซึ่งอยู่ทางด้านขวามือ มีนักท่องเที่ยวฝรั่งยืนต่อคิวอยู่หลายแถว ผมตรงไปต่อแถวแรก  เจ้าหน้าที่เขมรยืนอยู่ด้านนอกคนหนึ่งยื่นมือมาขอหนังสือเดินทางของผมไปเปิดดู (เลือกทำกับคนไทย แต่กับฝรั่งไม่กล้า)  รู้แล้วหละว่าจะมารูปไหน พักนึงเค้าก็เอ่ยปากว่า “๒๐๐ บาท ไม่ต้องรอ”  ผมบอกทันทีว่า “ไม่มี”   เจ้าหน้าที่ ตม. เขมรส่งหนังสือเดินทางคืนให้ แล้วบอกว่าไม่มีก็ต้องคอย…

ก็ไม่เห็นต้องคอยอะไร แค่ ๓-๔ คนที่อยู่ข้างหน้า ใช้เวลาไม่นานถึงคิว ผมไม่ต้องสแกนลายนิ้วมือด้วยซ้ำ เพียงครู่เดียวเค้าก็ประทับตราขาออกให้…

4cambodia

ผมรับหนังสือเดินทางคืนมา แล้วก้าวเดินต่อไปยัง nowhere land…

662

ข้ามสะพาน มองเห็นลำน้ำที่อยู่เบื้องล่าง…  

661

เข้าใกล้ฝั่งไทยแล้ว….

663

นั่นไง…ประเทศไทย!  ผมเดินไปตามช่อง… สู่เคาน์เตอร์กองตรวจคนเข้าเมือง

664

ยื่นหนังสือเดินทางที่มี arrival card แนบอยู่ให้เจ้าหน้าที่  ใช้เวลาไม่นานก็ได้รับการประทับตราให้กลับเข้าเมืองไทย…

2thailand

เดินออกทางด้านขวาสู่อ้อมกอดผืนแผ่นดินไทย มองไม่เห็นฝรั่งที่นั่งรถมาด้วยกันตามมาแม้แต่คนเดียว!  คงต้องหาคำตอบและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตนเองให้ได้… ผมสอบถามเจ้าหน้าที่ไทยที่อยู่ในเครื่องแบบพร้อมเอาสติกเกอร์ให้ดู  เค้าบอกว่า “สติกเกอร์เหรอ เห็นมีรถตู้มาจอดรับนะ”  พร้อมกับชี้ให้ไปถามชาย ๒ คนซึ่งยืนคอยอยู่บนทางเท้า…

667

ชายสวมเสื้อสีชมพูบอกให้ผมยืนรออยู่ตรงนี้แหละ  ผมปลดเจ้าแรดลงวางไว้…

666

เห็นเค้าเดินไปสั่งขนมหวานที่แม่ค้าล้อเข็น…

670

ถือถ้วยขนมกลับมา  โห…ถั่วดำต้มน้ำกะทิใส่น้ำแข็ง!  ของโปรดซะด้วย  ผมตามไปซื้อมากินด้วย ๑ ถ้วย…๑๐ บาทเอง

672

กินเสร็จ ยืนรออีกพักใหญ่ ชายคนเดิมก็เข้ามาบอกว่า “พี่เดินไปขึ้นรถเองดีกว่า”  แล้วก็ชี้ให้เดินข้ามไปยังถนนข้างหน้าโน่น…

668

บอกให้เดินไปอีก ๑๕๐ เมตร จะเห็นรถตู้จอดอยู่ตรงด้านขวามือ เอาแล้วซิ…จะให้เดินหารถเองหรือเนี่ย?  แล้วเจ้าสติกเกอร์นี่หละ?

blue-sticker-f

พ่อหนุ่มทำท่าจะแกะสติกเกอร์ติดให้ที่อกเสื้อ แต่ผมบอกว่าถือไปดีกว่า…จะได้ไม่ตก  ผมเดินไปจนถึงสี่แยก เห็นรถตู้จอดอยู่ทางด้านขวามือ รีบชูสติกเกอร์เข้าไปถามหนุ่มน้อยที่ยืนอยู่ที่นั่น    “ใช่แล้ว…คันนี้แหละ แล้วพี่จะไปลงที่ไหน? มีแต่อนุสาวรีย์นะ” เด็กรถบอกพร้อมกับชี้ให้ผมนำเป้เข้าไปนั่งเบาะด้านหลังคนขับได้เลย ความสับสนยังคงเกาะกุม…ผมไม่แน่ใจว่าขึ้นรถผิดคันหรือเปล่า? ไม่มีฝรั่งตามมาเลย เด็กรถบอกว่า “พี่ไปก่อนได้ พวกนั้นให้ไปทีหลัง”  ได้ยินแล้วก็ยิ่งงง สงสัยว่ารถตู้จะรู้ได้อย่างไรว่ามีผู้โดยสารมาจากเสียมเรียบกี่คน? แล้วจะคิดตังค์กับ Capitol Tours ได้อย่างไร?  อีกอย่างนึง…รถคันนี้ก็เป็นรถที่วิ่งรับส่งผู้โดยสารระหว่างอนุสาวรีย์ชัยฯ – ตลาดโรงเกลือ แล้วผมจะต้องควักตังค์จ่ายค่าโดยสารอีกหรือเปล่า?

ไม่นานนักคนขับก็มาถึงพร้อมกับผู้โดยสารอีก ๔ คน ….

673

674

โซเฟอร์สต้าร์ทรถแล้วพาผู้โดยสารออกจากตลาดโรงเกลือทันที  ถึงสระแก้วประมาณเที่ยง ไปจอดเติมแก๊สที่ปั้ม ปตท.  ผู้โดยสารต้องลงจากรถ ผมไปเข้าห้องน้ำแล้วซื้อข้าวเหนียวปิ้ง ๑ อัน (๑๒ บาท) มากินแก้หิว

รถออกวิ่งต่อไปอีก โดยมีผู้โดยสาร ๕ คน คนขับเป็นหนุ่มใจเย็น พูดจาดี ไปแวะจอดที่มินิมาร์ท ให้เวลาอีก ๑๐ นาทีสำหรับเข้าห้องน้ำและซื้อของกิน ผมยังพกความสงสัยมาด้วย จึงหาโอกาสเข้าไปสนทนากับคนขับดังนี้…

“ผ่านดอนเมืองหรือเปล่า?”
“ไม่ครับ ไปทางดินแดง”
“ขอถามหน่อย ช่วยตอบตามจริงด้วยนะ ผมซื้อตั๋วจากเสียมเรียบบอกไปลงกรุงเทพฯ แล้วได้สติกเกอร์มาใบนึง กลัวว่าจะขึ้นรถผิด  เนี่ยถ้าถึงกรุงเทพฯ แล้วต้องจ่ายอีกมั้ย?”
“ไม่ต้องครับ เป็นรถบริษัทเดียวกัน แต่…ถ้าจะทิปก็ได้” (หัวเราะ)

สรุปแล้วผมไม่ได้ขึ้นรถผิด  รถเขมรที่นั่งมาก็ไม่ได้ทิ้งผู้โดยสาร เพียงแต่ไม่มีข้อมูลให้ทราบเท่านั้นเอง ค่ารถเสียมเรียบ-กรุงเทพฯ ๓๕๐ บาทที่ผมจ่ายไปก็ไม่มีการเรียกเก็บเพิ่ม…

ผมลงรถที่อนุสาวรีย์ชัยฯ

677

แล้วต่อรถเมล์สาย 77 (๙ บาท) ไปลงหมอชิต 2

681

นั่งรถ ป.2 ของ บขส. (๑๙๔ บาท) ไปลงอุตรดิตถ์…

เช้าวันรุ่งขึ้นนั่งรถไฟฟรีขบวน 408 ไปลงสถานีห้างฉัตร  แล้วเดิน ๔ กิโลเมตรกลับถึงบ้าน…

จบแล้วครับ… สำหรับการเดินทางท่องเที่ยวสุรินทร์และเสียมเรียบ ๑๐ วันด้วยค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ๓,๘๒๐ บาท! 

เสียมเรียบ – ศรีโสภณ – ปอยเปต

เช้าวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๙  รถบัสของบริษัท Capitol Tours พาผมเดินทางจากเสียมเรียบ ผ่านศรีโสภณสู่ปอยเปตเพื่อกลับเมืองไทย…

khmer_map_final

แผนที่จาก tourismcambodia.org

รถวิ่งบนทางหลวงหมายเลข 6  จากเสียมเรียบ (1) ๕๖ กิโลเมตร ถึงเมืองกระลัญ (Kralanh) (2)…

sr-ssp-pp

ที่นั่งหมายเลข ๑๓ ของผมอยู่ทางซ้าย (ด้านเดียวกับคนขับ)  เห็นฝรั่ง ๒ ผัวเมียสูงวัยนั่งอยู่ด้านขวา…

655

ตาแก่จากเมืองไทยผู้มาคนเดียวแห้งเหี่ยวหัวโตได้แต่นั่งมองข้างทางแล้วยกกล้องขึ้นเก็บภาพผ่านกระจกรถเป็นระยะ ๆ

621

622

623

624

625

ตำรวจขะแมร์ก็ตั้งด่านเหมือนกันแฮะ!

626

627

628

629

จาก “กระลัญ” (2) รถวิ่งอีก ๕๒ กิโลเมตรก็ถึง “ศรีโสภณ” (3)…

630

ที่ศรีโสภณ รถไปจอดหน้าตึกของ Capitol Tours ซึ่งผมเคยมาแล้ว (ตอนนั้นนั่งรถมาจากพระตะบองเพื่อต่อรถไปปอยเปต)  จุดนี้จอดนานหน่อยให้ผู้โดยสารเข้าห้องน้ำ

636

มีผู้โดยสารขึ้นใหม่ เป็นฝรั่งหนุ่มสาวจากพระตะบอง…

634

มานั่งอยู่ข้างหน้าผม…

644

ผมไม่ได้ลงจากรถ นั่งมองผ่านกระจกหน้าต่างดูชานชาลาท่ารถเมืองศรีโสภณที่เคยไปเดิน…

631

633

637

638

ได้เวลารถออกเดินทางต่อ  นึกแล้วว่าจะต้องได้เห็นรูปสลักพระพรหมตรงวงเวียนใจกลางเมือง… ผมจับภาพได้แค่เนี้ยเอง

639

จากศรีโสภณ (3) ไปปอยเปต (4)  ต้องวิ่งอีก ๔๕ กิโลเมตรไปตามทางหลวงหมายเลข 5…

652

ในที่สุดก็ถึงเมืองปอยเปต (4)…

641

ก่อนรถจะจอดที่ปลายทางให้ผู้โดยสารลง มีเด็กรถเอาสติกเกอร์สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ (๑” x ๑”) สีน้ำเงินมาแจกให้…

blue-sticker-f

blue-sticker-b

ได้ยินฝรั่งสอบถามเด็กรถแล้วสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง…ผมสรุปเอาเองว่าตอนนี้หมดหน้าที่ของรถบัสแล้ว ผู้โดยสารจะต้องลง แล้วเดินผ่านด่านเขมรข้ามพรมแดนไปยังฝั่งไทย  คงจะมีรถของไทยรับไปส่งที่อนุสาวรีย์ชัยฯ อีกต่อนึง  ไม่รู้หละ!  เค้าจอดให้ลงก็ต้องลง ผมรับเป้มาแล้วสะพายขึ้นบ่าแล้วออกเดินสู่ด่านเขมร…

กำสติกเกอร์สีน้ำเงินไว้แน่น ผมคิดในใจว่านี่คือตั๋วรถจากตลาดโรงเกลือไปอนุสาวรีย์ชัยฯ?  แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ารถอยู่ที่ไหน?  ไม่มีคนนำทาง…ผมต้องแบกเป้ข้ามแดนไปหาคำตอบเอาเอง เดินลิ่วนำหน้ากลุ่มผู้โดยสารที่มาด้วยกันตรงไปยัง ตม. เขมรเลย…

659

ดันไม่เกาะกลุ่มกับพวกที่มาด้วย… ผมรู้สึกโดดเดี่ยวและเริ่มเครียด!

ลาก่อนเสียมเรียบ!

มีตั๋วรถกลับเมืองไทยเก็บไว้ในกระเป๋าตังค์ตั้งแต่วันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๙  เย็นวันนั้นผมกลับไปจ่ายเงินล่วงหน้าให้ Velkommen Guesthouse อีก $6 สำหรับการอยู่ต่ออีก ๑ คืน แผนการเดินทางของผมลงตัวหมดแล้ว คือวันที่ ๒๕ ปั่นจักรยานไปนครวัด-นครธม.. วันที่ ๒๖ ไปโตนเลสาบ เช้าวันที่ ๒๗ เช็คเอ้าท์แล้วรอรถจากบริษัท Capitol Tours มารับที่หน้าโรงแรม…

579

ผมบันทึกไว้ว่า…

วันนี้เป็นอีกวันที่ยอมรับว่าเครียด!  เกรงว่าจะตกรถไปปอยเปต เพราะรถ pick-up ไม่มารับ …สารพัด!
ตื่นก่อน ๖ โมง เก็บของลงเป้ในความมืด (ใช้ไฟฉายจากมือถือ) ตรวจสอบจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรหลงลืม – รินน้ำดื่มใส่ขวดเล็ก – ชุดเดินทางคือ กางเกงขาสั้น เสื้อจิงโจ้ เสื้อเชิ้ตลายแขนสั้น
ออกจากห้องอย่างเงียบกริบ – นำเป้ลงมาที่เคาน์เตอร์ – คืนกุญแจเพื่อเช็คเอ้าท์ – นั่งรอเวลาที่โซฟาข้างโต๊ะสนุกเกอร์ – พนักงานมาทำถูพื้น – ฝรั่งชายหญิงลงมากินอาหารเช้า – ตัวเองไม่ได้กินอะไร – เหลือเงิน ๓,๐๐๐ เรียล

578

๗.๐๐ น. ผมหิ้วเป้ไปยืนรอรถที่หน้าโรงแรมด้วยใจกังวล!

580

ยิ่งอาทิตย์ขยับตัวสูงขึ้น หัวใจของคนแก่ก็ยิ่งถูกบีบคั้น…ในแต่ละนาทีที่ผ่านไป

583

คิดในใจว่ารถจะต้องวิ่งจากด้านซ้ายมือมาจอดรับ ผมมองดูป้ายโรงแรม…หวังว่าคนขับคงรู้ว่ามีผู้โดยสารรออยู่ที่ Velkommen หนึ่งคน

581

เวลา ๗ โมงกว่า ๆ มีรถตู้อย่างดีของบริษัททัวร์มาจอดรับฝรั่งสองผัวเมีย นั่นยังไม่ใช่รถที่ผมกำลังรอ!  อีกพักเดียวก็มีรถตู้สีขาวเลี้ยวเข้ามาจอดที่ลานหน้าโรงแรม เห็นอักษรข้างรถเขียนว่า “Capitol Tours”… ผมรู้ทันทีว่าคันนี้แหละที่จะมารับ

587

ผมคงเป็นผู้โดยสารคนแรกในลิสต์…

585

คนขับบอกให้ผมขึ้นนั่งหน้า… นำเป้ของผมไปวางไว้ตรงกลาง

586

ผมรู้สึกโล่งอก อยากจะถอนหายใจยาว ๆ เมื่อรถพาออกจาก Velkommen Guesthouse….

591

ไปแวะรับผู้โดยสารตามเกสต์เฮ้าส์และโรงแรมอื่น ๆ…

594

ระหว่างที่คนขับลงไปตามผู้โดยสาร ผมมองเห็นใบรายชื่อที่เค้าวางไว้ข้างหน้า

593

คนขับรถใจเย็น ขับดี ไม่เร่งรีบ ได้ผู้โดยสารครบแล้วก็วิ่งไปยังท่ารถของบริษัท Capitol Tours…  ถึงที่นั่นก่อน ๘ โมง

598

ได้ยินเสียงคนตะโกนว่า “ปอยเปต – แบงค็อก” ในขณะก้าวลงจากรถตู้…ผมรู้สึกดีใจ!   อย่างน้อยก็ได้ผ่านไปได้อีก ๑ ขั้นตอน  นั่นไง…บัสคันสีขาวมีป้ายบอกไว้ชัดเจน

612

599

ผมให้เค้าเก็บเป้ไว้ใต้ท้องรถแล้วก้าวขึ้นรถ  เจ้าหน้าที่ฉีกต้นขั้วตั๋วไว้… แล้วบอกให้ผมเดินไปนั่งเก้าอี้หมายเลข 13

600

รถออกตรงเวลา ผมรู้สึกตัวเบาหวิวขณะที่รถเคลื่อนตัวออกจากท่ารถ…  

588

ลาก่อนเสียมเรียบ!

ปั่นจักรยานในเสียมเรียบ – จองตั๋วรถกลับกรุงเทพฯ

bangkok2siemreap-bus

บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเดินรถระหว่างกรุงเทพฯ – ปอยเปต – เสียมราฐ  ระยะทาง ๔๑๙ กิโลเมตร ใช้เวลาวิ่ง ๗ ชั่วโมง ค่าโดยสารคนละ ๗๕๐ บาท  แต่ผมเดินทางจากเสียมราฐถึงกรุงเทพ (ลงที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) เสียค่ารถแค่ ๓๕๐ บาท ($10) เท่านั้น!  เป็นรถของบริษัท Capitol Tours หนึ่งในบริษัทเดินรถของเขมรครับ

capital-tour-in-sr

เย็นวันที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๕๙… ผมปั่นจักรยานไปทาง Pub Street แล้วไปเจอเข้ากับ office ของบริษัท Capitol Tours บนถนนหมายเลข 09…

capital-tour-in-sr-2

ภาพจาก google street view

รถโดยสารของบริษัทนี้ ผมเคยนั่งมาแล้วครั้งหนึ่งตอนเดินทางจากพระตะบองไปปอยเปต รู้มาว่าเป็นรถบัสปรับอากาศธรรมดา ๆ ซึ่งเทียบไม่ได้กับรถทัวร์บ้านเรา ค่าโดยสารไม่แพงแต่สภาพรถค่อนข้างเก่า บริษัทนี้ได้รับเสียงบ่นพอประมาณจากนักท่องเที่ยว สำหรับผมนั้นพอรับได้นะ  เห็นป้ายโฆษณาที่ว่า Best Price นั้นโอเคเลย…แต่ Best Services คงจะไม่จริง!

capital-tour

ผมจอดจักรยานแล้วเข้าไปสอบถามพนักงานสาว ได้ความว่ามีรถโดยสารเสียมเรียบ – ปอยเปต – กรุงเทพ ออกทุกวัน เวลา ๘ โมงเช้า ค่าโดยสาร $10  สมองผมทำหน้าที่เครื่องคิดเลขตีซะว่า ๓๕๐ บาท…ถึงกรุงเทพฯ! ถูกเว้ย! ที่สำคัญคือมีบริการไปรับถึงที่พักด้วย…

ผมตัดสินใจซื้อตั๋วรถกลับกรุงเทพฯ ไว้ก่อนเลย เป็นงงอยู่เหมือนกันในเรื่องวันเดินทาง ทีแรกบอกว่าวันที่ ๒๖ แต่มาคิดอีกทีว่าวันพรุ่งนี้มีโปรแกรมไปนครวัด มะรืนไปโตนเลสาบ งั้นก็ต้องเป็นวันมะเรื่องซิ  นับนิ้วก็แล้ว…ผมยังต้องเอาปากกาออกมาเขียนบนฝ่ามือ จนแน่ใจว่าเป็นวันที่ ๒๗ จึงค่อยบอกให้สาวขะแมร์เปลี่ยนวันให้ ผมจ่ายค่าโดยสาร $10 ด้วยเงินเขมร ๔๐,๐๐๐ เรียล เธอเขียนตั๋วให้แล้วบอกว่าให้ไปที่นั่นก่อน ๗.๓๐ น. ผมถามว่ามีรถไปรับถึงโรงแรมมิใช่เหรอ?  เธอขอชื่อโรงแรมและหมายเลขห้องพัก ผมบอกว่า “Velkommen – Room 102”  เห็นเธอทวนชื่อโรงแรมแล้วจดลงในแผ่นตารางที่นั่ง คงเป็นภาษาเขมร…ผมไม่มั่นใจว่าจะถูกหรือเปล่า?

604

ได้ตั๋วมาแล้ว… ผมพับเก็บไว้อย่างดีในกระเป๋าตังค์ คิดในใจว่าอีกตั้งหลายวัน…เค้าจะไปรับเราที่โรงแรมหรือเปล่าน้า?  ถ้าไปรับผิดที่..จะทำอย่างไร?  ก่อนเดินจากมาผมพูดว่า “Don’t forget to pick me up, please!”   แม่สาวไม่ว่าอะไร…ไม่มีแม้แต่รอยยิ้ม!

หุหุ… อีก ๓ วันคงต้องลุ้นกันอีกที!

ปั่นจักรยานในเสียมเรียบ – วัดเหนือ นครวัด

1944

หลังจากเที่ยวชมนครวัด (Angkor Wat) จนเต็มอิ่ม… ผมเดินออกทางประตูด้านหลัง (ทิศตะวันออก) (1)

1932

1933

1936

มายืนตรงจุดที่มีต้นไม้ร่มรื่น… ผมมองเห็นภาพปราสาทสาดส่องด้วยแสงอาทิตย์ยามสาย

1935

temple-near-angkor-wat-5

ผมเดินกลับไปตามถนนรอบนอกซึ่งขนานไปกับแนวรั้วด้านข้างนครวัด…

1942

1945

1943

1938

ออกมาถึงจุดซึ่งเป็นร้านค้าและบริเวณริมสระที่ผู้คนมายืนชุมนุมกันตอนเช้ามืด ….

1946

temple-near-angkor-wat-2

ด้านขวามือมีวัดอยู่วัดหนึ่ง (2) ผมอยากจะเรียกชื่อว่า “วัดเหนือ” (มั่วตั้งชื่อเอาเองอีกแย้ว.. ฮา)   เดินเข้าไปก็พบกับศาลาหมอชีวก (3) (หากเข้าใจผิด ก็ต้องขออภัย)

1948

ถัดไปเป็นพระอุโบสถ (4)  รูปทรงเหมือนกับวัดเขมรอื่น ๆ

1950

1951

1955

ดูเหมือนว่าใบเสมาจะไม่ยึดติดกับที่…

1953

1954

มีกลองสำหรับตีเรียกภิกษุมาทำสังฆกรรม…

1952

ด้านหลังมีเจดีย์…

1957

และสถูปมากมาย ตามสไตล์วัดเขมร…

1949

ศาลาการเปรียญมั้ง?

1956

อยู่ข้างพระอุโบสถ (4) คือ วิหารหลังเล็ก (5) เป็นที่ ๆ ชาวบ้านมาทำบุญและร่วมในศาสนพิธี…

1958

วิหารโล่งกว้างครับ เข้าไปดูได้…

1959

1960

ห้องน้ำอยู่ตรงมุม (6) มีนักท่องเที่ยวหญิงชาวเกาหลียืนออรอกันอยู่ ค่าบริการคนละ ๑,๐๐๐ เรียล หรือเกือบ ๑๐ บาท!

ได้เวลาเดินทางต่อแล้วกั๊บ!

ปั่นจักรยานในเสียมเรียบ – นาทีที่ต้องลุ้น

in-the-dark-d

เช้าวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๙ ผมขี่จักรยานฝ่าความมืดไปยังนครวัด (Angkor Wat)  แล้วบันทึกย้อนหลังไว้ว่า…

ถึงนครวัด ยังมืดอยู่ มองไม่เห็นอะไร – แวะไปถามชายคนหนึ่ง เค้าชี้บอกว่านครวัดอยู่ทางไหน – จูงจักรยานไปที่หน้าบูธแห่งหนึ่ง คนเขมรบอกว่าจอดจักรยานที่นั่นได้ – นำจักรยานพิงเสาแล้วคล้องโซ่ล็อคไว้ด้วยกุญแจ เก็บดอกไว้ในกระเป๋าคาดเอว…

เดินหลงทิศ แต่ก็กลับไปยังจุดที่มีผู้คนมากมายได้ – เดินตามขึ้นบันได – มองอะไรไม่เห็น – ต้องใช้ไฟฉายส่องทาง – ถึงจุดตรวจ – ยื่นบัตรให้เจ้าหน้าที่ตรวจ – เดินตามขบวนไปเรื่อย ๆ – นึกขอบคุณคุณบิมที่ให้ไฟฉายมา – ตอนแรกยังไม่เห็นปราสาทนครวัด – เดินตามไปจนถึงจุดที่มีคนยืนรอดูพระอาทิตย์ขึ้น – เต็มหมดแล้ว ไม่มีพื้นที่ให้เข้าไปยืนอยู่ด้านหน้า – นั่งรออยู่ด้านหลัง บนพื้นหญ้า ริมทางลูกรัง ข้าง ๆ ต้นตาล….

ในที่สุดผมก็ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัด…

1700

angkor-wat-10

มีโอกาสได้ขึ้นไปจนถึงบนยอดปราสาท…

1835

ไปออกทางด้านหลัง…

1941

แล้วเดินอ้อมด้านข้าง กลับออกมาที่ร้านค้า ได้กลับมายืนตรงจุดที่ยืนอยู่ในความมืดเมื่อเช้านี้…

1962

ข้างหน้านั่นคือบริเวณที่มีผู้คนยืนอยู่เต็มไปหมดเมื่อ ๕ ชั่วโมงที่แล้ว…

1964W

ที่นี่คือจุดที่ผมยืนใช้กล้องถ่ายรูปแนบติดกับต้นตาลบันทึกภาพนครวัดยามรุ่งอรุณ…

1963

ได้เวลาไปนครธมแล้ว ผมเดินออกจากนครวัด…สวนทางกับนักท่องเที่ยวที่เพิ่งมาถึง

1998

ข้ามสะพาน

1995

ออกมาแล้ว ผมหันกลับไปถ่ายภาพจุดที่มีเจ้าหน้าที่ยืนตรวจบัตร…

1999

whereisit

จากจุดนี้ผมยังไม่รู้แนชัดว่าเมื่อเช้ามืดวันนี้ได้จอดรถไว้ตรงไหน?????  รู้แต่ว่าในความมืด ผมนำมันไปมัดไว้กับเสา ตอนนี้ผมต้องเดินหาว่าจักรยานอยู่ตรงไหน? มันจะยังอยู่ที่เดิมหรือไม่?? เป็นนาทีที่ผมต้องลุ้นแล้วล่ะ

เจอแล้ว!!  นอนแอ้งแม้งอยู่นั่นไง  รู้สึกดีใจที่จักรยานยังอยู่…ผมเดินตรงไปยืนข้าง ๆ  รูดซิปเปิดกระเป๋าคาดเอวซึ่งมีหลายช่องเพื่อหาดอกกุญแจ หัวใจผมเริ่มเต้นแรงเพราะเปิดดูทุกช่องแล้วก็ยังไม่เจอ!

2000

แล้วจะปลดล็อคได้อย่างไร? ยุ่งแล้วซิเรา!