วัดดอยแท่นพระผาหลวง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่

223

วันนี้ขอเปลี่ยนรูปแบบการท่องโลก (Exploring the World) จากการเดินทางด้วยจักรยานพับ (Folding Bike Trip) มาเป็นการขับรถไป ผมเรียกทริปแบบนี้ว่า “Behind the Wheel” ซึ่งนาน ๆ จะได้ทำสักครั้ง จุดหมายคือวัดซึ่งมีพระประธานหันหลังหรือที่คนเหนืออาจพูดว่า “พระเจ้าบิ่นหลังต๋ำ”

2watdoithaen

วัดดังกล่าวมีชื่อว่า “วัดดอยแท่นพระผาหลวง” อยู่ที่บ้านโปง ตำบลป่าไผ่ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่  การเดินทางไปยังวัดดอยแท่นพระผาหลวงให้ไปเริ่มต้นที่ทางเข้าใกล้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้เลย…

219

ถนนหนทางดีครับ…

224

ผ่านอ่างเก็บน้ำห้วยโจ้ ถนนแคบลงแต่ก็ขับสบาย ขึ้นไปได้จนถึงตัววัดซึ่งอยู่บนเนิน…

2watpatan-1

232

อยากให้อ่านตำนานของวัดที่ผมพิมพ์ให้แล้วดังนี้…

ตำนานของวัดกล่าวว่า ก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จปรินิพพานนั้นได้เสด็จมาเสวยภัตกิจ ณ แท่นหินศิลานี้ ข้างล่างแท่นหินนี้เป็นถ้ำมีฤาษีอยู่ ทราบด้วยฌานว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมา ณ ที่นี้ จึงออกมาสนทนาธรรมและถามปัญหาธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตอบปัญหาจนฤาษีได้ดวงตาเห็นธรรม และทรงมีพุทธทำนายต่อไป ณ เบื้องหน้าที่พระองค์ทรงประทับนี้ (พระองค์ทรงหันหน้ามาทางตัวเมืองเชียงใหม่) จะเป็นนครใหญ่ และเมื่อเจ้าผู้ทรงครองนครเสด็จมายังแท่นศิลาที่พระองค์ทรงประทับแห่งนี้ เมื่อนั้นจะเป็นยุคทองของพระพุทธศาสนา ก่อนที่พระองค์จะเสด็จกลับ ได้ประทับรอยพระบาทของพระองค์ไว้บนแผ่นศิลานี้ กาลต่อมา ณ แท่นศิลาที่พระองค์เคยเสด็จมาประทับแห่งนี้ ได้มีสัตว์มาพักอาศัยอยู่ชุกชุมมาก จึงมีนายพรานมาทำการล่าสัตว์ และชำแหละเนื้อบนแท่นศิลาที่พระพุทธองค์ทรงเคยมาประทับ จึงเกิดมีหมูป่าอันเชื่อกันว่าเป็นเทพเจ้าจำแลงมางัดแท่นศิลาพลิกคว่ำลงเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก และร่ำลือกันไปทั่ว ทรงทราบถึงพระเจ้ากือนา กษัตริย์ราชวงศ์เม็งราย ผู้ครองนครล้านนาไทย จึงเสด็จออกไปทอดพระเนตร ณ ที่แห่งนั้น ทรงพบว่ามีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ไม่ปรากฏผู้สร้างประดิษฐานอยู่หลังแท่นศิลา จึงทรงมีพระราชศรัทธา ร่วมกับพระราชวงศ์และข้าราชการสร้างวิหารไม้สักถวายแด่พระพุทธรูป และสร้างรั้วเหล็กล้อมพระแท่นศิลานั้น ปัจจุบันนี้ยังมีหลักฐานเหลือปรากฏเป็นอักษรล้านนาไทย จารึกพระนามของพระองค์ พระมเหสี ราชบุตร ราชธิดา เสนาอำมาตย์ รอบ ๆ แท่นพระศิลานั้น โดยพระองค์พระพุทธรูปจะประทับหันหลังให้ผู้เข้าไปกราบไหว้ในพระวิหาร เป็นปริศนาธรรม และเป็นวัดเดียวที่ท่านจะได้ปิดทองหลังองค์พระปฏิมา และพระพุทธรูปหันหน้าไปทางทิศใต้แห่งเมืองเชียงใหม่

จากนั้นก็ค่อยเยี่ยมชม เริ่มจากแท่นเสวยภัตกิจ (3)

364

264

237

264w

อ้อมมาด้านหน้าวิหาร…

253

เพื่อน ๆ จะพบกับความเก่าแก่และสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า ผมได้ทราบมาว่าเค้าไม่ใช้ตะปูในการก่อสร้าง…

252

ได้เห็นพระประธานหันหลังให้สมใจแล้ว…ผมบันทึกภาพกลับมาให้เพื่อน ๆ ดูด้วย

243

247

244

249

footprint

246

248

251

เดินมาทางด้านหลังวิหารเพื่อได้เห็นพระพักตร์ยิ้มแย้มของพระประธาน…

231

235

235w

236

260

262

258

ผมเก็บภาพหน้าบันและประตูศาลาการเปรียญหลังใหม่ (4) ไว้ด้วย…

366

263

ด้านหน้ามีรูปปั้นช้าง ๒ เชือกสำหรับให้ผู้คนได้ลอดท้องเพื่อเป็นสิริมงคล…

300

308

พระมหาธาตุเจดีย์ตั้งเด่นอยู่บนเนิน…

303

เพื่อน ๆ ค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดนาคไปด้วยกันนะครับ!

วัดกู่เสือ อ.สารภี เชียงใหม่

210

จากวัดเวฬุวัน (1) ผมปั่นจักรยานขึ้นไปอีกประมาณ ๘๐๐ เมตร ถึงวัดกู่เสือ (2)…

2watkusua1

ทางด้านซ้ายมือนั่นไง! เส้นทางตรงไปยังซุ้มประตูใหญ่…มองเห็นวิหารอยู่ข้างใน

140

142

145

177

อ่าน “ประวัติวัดกู่เสือ” ก่อนนะ….

วัดกู่เสือ ตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ ต.ยางเนิ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๕ เดิมชื่อ “วัดปูเสื้อ” ตำนานเล่าว่า ก่อนที่จะตั้งวัด ณ บริเวณนี้ เคยตั้งอยู่ริมน้ำปิงฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นที่หยุดพักของพ่อค้าและผู้คนที่เดินทางไปมาระหว่างเมืองเชียงใหม่และเมืองลำพูน มีพระธุดงค์รูปหนึ่งได้เดินธุดงค์มาพักที่แห่งนี้ ชาวบ้านต่างพากันมากราบไหว้ และนำภัตราหารมาถวาย เห็นว่าท่านไม่มีอะไรปูนั่ง จึงถอดเสื้อให้ปูนั่ง
ต่อมาท่านได้นำชาวบ้านสร้างวัดขึ้นโดยตั้งชื่อว่า “วัดปูเสื้อ” วัดปูเสื้ออยู่ใกล้แม่น้ำปิง เป็นที่ราบลุ่มและอยู่ทางทิศใต้เวียงกุมกาม สันนิษฐานว่า ครั้งเมื่อน้ำท่วมเวียงกุมกาม วัดจึงถูกน้ำท่วมไปด้วย ประกอบกับเกิดศึกสงครามพม่า ทำให้วัดถูกทำลาย และร้างไปหลายร้อยปี เมื่อมีคนอพยพมาตั้งถิ่นฐานใหม่ และเห็นว่าวัดปูเสื้อเหลือแต่ซากปรักหักพังมากเกินกว่าจะบูรณะปฏิสังขรณ์ ทั้งยังเป็นที่ราบลุ่มห่างไกลจากถนนใหญ่ ชาวบ้านจึงพากันย้ายมาที่นี่
ต่อมาชาวบ้านพบว่าบริเวณนี้มีกู่ร้าง (เจดีย์ร้าง) จึงได้สร้างวัดใหม่ โดยสร้างเจดีย์ครอบองค์เดิม แล้วเปลี่ย่นชื่อใหม่ว่า “วัดกู่เสือ” ทั้งนี้เนื่องจากมีเสือลำบากท้องแก่ตัวหนึ่งถูกนายพรานยิงมาจากบริเวณกู่แดง และมาคลอดลูกอยู่ใกล้กับกู่ร้าง ชาวบ้านจึงตั้งชื่อวัดว่า “วัดกู่เสือ” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

 

160

163

2watkusua2

ถัดจากซุ้มประตู ศาลารูปทรงทันสมัย (1) ตั้งเด่นอยู่ด้านขวามือ….

208

171

วิหารหลังใหญ่ (2) ตั้งอยู่ตรงกลางดูงามยิ่ง…

169

170

172

174

หลังวิหารประดิษฐานพระเจดีย์ (3) สีทองพร้อมรูปปั้นเสือนับสิบ…

188

198

193

พระอุโบสถ (4) เขตสังฆกรรมตั้งอยู่ด้านข้าง…

178

183

182

184

165

159

“ศาลามาต๋ามหน้าบุญ”… เข้าใจว่าคงจะใช้งานเหมือนอาคารศาลาการเปรียญ!

157

207

แต่อาคารหรูชั้นเดียวที่เห็นนั้น…ผมมิอาจทราบได้!

200

ลาก่อน…กู่เสือ!  ตาแก่เมืองรถม้าก้มหน้าปั่นจักรยานออกจากวัด

วัดเวฬุวัน อ.สารภี เชียงใหม่

2watwrw-3

ลงรถไฟที่สถานีสารภีพร้อมจักรยานพับ Banian ผมปั่นออกจากสถานีรถไฟ (1) ขึ้นเหนือไปตามถนนเชียงใหม่-ลำพูนหรือทางหลวงหมายเลข 106 ระยะทางประมาณ ๑.๕ กิโลเมตรก็ถึงวัดเวฬุวัน (2)…

2watwrw-4

ซุ้มประตู (4) อยู่ติดทางหลวง (3) ซึ่งเรียงรายด้วยต้นยางสูงใหญ่ ผมเลี้ยวซ้ายตรงเข้าไปยังประตูวัดชั้นใน (5)…

101

139

2watwrw-1

เพิ่งผ่านเทศกาลขึ้นปีใหม่มาได้ไม่กี่วัน ข้าง ๆ ศาลา…ผมเห็นกองทรายและตุงที่ชาวบ้านขนมาทำบุญ

107

110

เคยเห็นวัดลาวและวัดเขมรมาแล้ว… ผมคิดว่าวัดในเมืองไทยนั้นก้าวไกลกว่าเพื่อนทั้งในด้านถาวรวัตถุและเครื่องใช้ไม้สอย…

112

เก็บภาพมาฝากเพื่อน ๆ ครับ….

104

113

116

115

ขยับมาใกล้องค์พระเจดีย์ (7)…

138

117

123

131

125

121
124

วิหารหลังเล็ก (8) ทางด้านเหนือของพระเจดีย์ดูงดงามด้วยซุ้มและบานหน้าต่างลงรักปิดทอง…

132

122

127

128

ต้นโพธิ์และไม้ค้ำ (9) อยู่กลางลานด้านหลัง…

133

134

สารภีมีวัดเยอะครับ ผมอยากให้เพื่อน ๆ ได้ปั่นจักรยานไปเที่ยว…

ห้างฉัตร – สารภี

065

ในแต่ละวัน สถานีรถไฟห้างฉัตรมีรถเข้าเทียบเพียง ๒ ขบวนคือ ขบวน “407” และ “408” เท่านั้น! 

063

วันนี้อยากขึ้นรถไฟขบวน 407 ไปลงสารภี… ผมปั่นจักรยานจากบ้าน ถึงสถานีรถไฟห้างฉัตรเวลาประมาณเที่ยงครึ่ง!

067

นำจักรยานไปลองชั่งดู…

071

แค่ ๙ กิโลกรัมเอง!

070

หิ้วแล้วหนีบไว้ใต้วงแขน…ผมจะพามันไปวางไว้ตรงไหนก็ได้

072

จักรยานพับขึ้นบนรถไฟไม่ต้องเสียค่าระวาง…

084

จากสถานีห้างฉัตร เจ้างูยักษ์เลื้อยขึ้นเหนือ ไปจอดที่สถานีต่าง ๆ ตามลำดับคือ ปางม่วง – ห้วยเรียน – แม่ตาลน้อย – ขุนตาล – ทาชมภู – ศาลาแม่ทา – หนองหล่ม – ลำพูน – ป่าเส้า – และถึงสถานีสารภีเมื่อเวลาประมาณบ่าย ๒ โมงครึ่ง   เจ้า Haima เตรียมลงแล้วจ้า…

085

ไปยืนอยู่บนชานชาลาสถานีรถไฟสารภี…ผมกดชัตเตอร์ถ่ายภาพขบวนรถและตัวอาคารมาฝากเพื่อน ๆ

087

095

088

ไม้ดอกไม้ประดับที่สถานีสารภีก็สวยงามไม่น้อย…

089

090

093

อุ้มจักรยานมาวางข้างนอกเพื่อกางออก…

094

096

พร้อมแล้วก็ปั่นออกสู่ถนนเชียงใหม่-ลำพูน…

099

เพื่อน ๆ เห็นความง่ายในการเดินทางด้วยจักรยานพับ (FB Trip) หรือยังครับ?

FB Trip ไปลาว – ด่านห้วยโก๋น (จบแล้ว)

ระยะทางจากด่านน้ำเงินของลาว (L) ถึงด่านห้วยโก๋นของไทย (T) ประมาณ ๑ กิโลเมตร ผมเข้า google earth นำภาพถ่ายดาวเทียมมาให้เพื่อน ๆ ดูดังนี้…

2hk2w

รถปิคอัพของ อ.จัตุรัสวิ่งผ่าน no man’s land เข้าสู่จุดผ่านแดนถาวรห้วยโก๋น (ด่านไทยที่ผมพยายามจะผ่านออกไปเมื่อ ๘ ปีที่แล้ว)

DSC09819

รถเข้าจอดก่อนถึงจุด passport control (2) ซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายมือ…

2hk4

ในอาคารเล็ก ๆ สีขาวตรงหน้าต่างสี่เหลี่ยมที่เห็นนั่นแหละ ที่มีเจ้าหน้าที่ ตม. (คนพะเยา) นั่งปฏิบัติงานอยู่…

DSC09823

ขั้นตอนขาเข้าไทยก็ไม่ยากอีกเช่นกัน เจ้าหน้าที่ดึง arrival card ที่เย็บติดกับหนังสือเดินทางออกไป ถ่ายภาพผมเก็บไว้ด้วยกล้องเว็บแคม แล้วประทับตราอนุญาตให้กลับสู่มาตุภูมิ…

arrival-nan-thai

ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใด ๆ ทั้งสิ้น ผมรับหนังสือเดินทางคืนมาแล้วเดินนำเอกสารกำกับจักรยานไปยื่นให้เจ้าหน้าที่อาคารศุลกากรซึ่งอยู่ถัดไป เจ้าหน้าที่ของรัฐรับไปแบบงง ๆ  หญิงคนหนึ่งแจงว่าการเดินทางด้วยจักรยานถือว่าไปตัวเปล่า!  จริง ๆ แล้วผมไม่ต้องนำเอกสารไปยื่นให้ก็ได้ แต่ก็อยากทำตามที่ทางภูดู่ประทับตราตัวแดงแจ้งไว้…

582

เรียบร้อยแล้วก็ถ่ายรูปหลักกิโลยักษ์ไว้หน่อย เห็นได้ว่าจากที่นี่ไปไซยะบูลี ๑๒๔ กิโลเมตร หลวงพระบาง ๒๒๘ กิโลเมตร จีน ๓๓๘ กิโลเมตร เวียดนาม ๓๙๗ กิโลเมตร!

DSC09822

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ปิคอัพทะเบียนตองเจ็ดของ อ.จัตุรัสก็พุ่งทะยานพาชาย ๓ คนซึ่งอายุรวมกันเกือบ ๒ ศตวรรษเดินทางต่อไปยังอำเภอทุ่งช้าง…

DSC09826

ผ่านสามแยกซึ่งผมพอจะจำได้ลาง ๆ

DSC09827

DSC09830

กลับถึงบ้านที่ห้างฉัตรเมื่อเวลา ๒๔.๔๙ น.  สิ้นสุด “FB Trip ไปลาว” ด้วยความประทับใจ…

DSC09859

วันที่ ๑๒ เมษายน ผมแลกเงินกีบเตรียมไว้ใช้อีก ๕๐๐ บาท (ได้มา ๑๑๕,๐๐๐ กีบ) พอดีไม่ได้แวะหงสา เมื่อกลับถึงบ้านพบว่าในกระเป๋ามีเงินลาวเหลืออยู่ ๑๓๐,๐๐๐ กีบ…

130k

จากที่เคยบอกไว้ว่าจะไม่ไปลาวอีก ต้องขอเปลี่ยนเป็นว่ายังจะมีอีก ๑ ทริปในอนาคตข้างหน้า ใช่กลัวไม่ได้ใช้เงินที่เหลือ แต่ยังมี “ลาวใต้” อีกโซนหนึ่งซึ่งยังไม่ได้ไป ผมอยากเห็น “ปราสาทหินวัดพู” มรดกโลกแห่งที่ ๒ ของลาว!

140

และทริปครั้งสุดท้ายไปลาว (จริง ๆ) ก็น่าจะเป็น FB Trip!

FB Trip ไปลาว – ด่านน้ำเงิน

จากบนภูเขา (P) ที่ผมไปหมดแรงก่อนเดินจูงจักรยานขึ้นถึงจุดสูงสุด รถปิคอัพของอาจารย์จตุรัสช่วยจอดรับ แล้วพาเดินทางผ่านบ้านนาบ่าโลน (B) ถึงเมืองหงสา (H) โดยใช้เวลาไม่นาน…

2hk1

ไม่ได้ลงที่หงสา (H) ผมอยากขออาศัยรถผู้ใจดีเดินทางกลับถึงบ้านห้างฉัตรในคืนนี้เลย …

209

วิ่งทำเวลา… ในที่สุดรถก็วิ่งผ่านเมืองเงิน (N)

210

215

216

จากเมืองเงินประมาณ ๓ กิโลเมตรก็ถึงด่านน้ำเงิน…ประตูออกจากลาว

2hk3

รถวิ่งชิดขวาไปถึงที่กั้นซึ่งมีเจ้าหน้าที่ลาวประจำการอยู่…

DSC09816

เค้าบอกให้ทุกคนลงจากรถโดยเหลือไว้เพียงคนขับ ผมเดินไปยังที่ทำการด่าน ตม. (2) ซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายมือ…เพื่อลงตราขาออก

DSC09811

ทั้งขาออกขาเข้าก็เข้าไปในอาคารที่เห็น เพียงแต่เข้าประตูนี้ออกประตูโน้นหรือเข้าประตูโน้นออกประตูนี้ ข้างในมีช่องให้บริการ ผมนำหนังสือเดินทางซึ่งมี departure card ของลาวแนบไว้ไปยื่นที่ช่อง Departure  เจ้าหน้าที่ไม่ถามอะไรมาก เรียกเก็บค่าล่วงเวลา ๑๐,๐๐๐ กีบ แล้วประทับตราขาออกให้…

laos-ot

อันนี้ไม่ว่ากัน เพราะมีใบเสร็จรับเงินให้พร้อม..

departure-nam-gneun-laos

ง่ายครับ!  ตอนนี้ออกจาก สปป. ลาว พร้อมที่จะเดินทางกลับเข้าไทย  เดินออกประตูไปยืน (3) เก็บภาพรอบข้างไว้หน่อย ผมมองไปยังฝั่งไทย…

DSC09812

นั่นไง ฝั่งลาวที่เพิ่งผ่านมา…

DSC09813

ลาก่อนด่านน้ำเงิน ที่ ๆ ผมเคยพยายามจะเดินทางผ่านในสมัยที่ยังเป็นเพียงด่านชั่วคราว วันนี้น้ำเงินเป็นด่านถาวร ใช้เดินทางเข้าออกได้ตามความตั้งใจเมื่อ ๘ ปีก่อนของผมแล้ว…

DSC09814

อีกไม่นานก็ได้กลับเข้าเมืองไทยแล้วครับ!

FB Trip ไปลาว – The unforgettable ride

150

ขี่จักรยานจากไซยะบูลีมาตามทางหลวง 4A  แรก ๆ ความสูงชันก็ยังอยู่ในระดับทั่วไป ผมปั่นไปได้สบาย ๆ ด้วยพลังซาลาเปาทอด ๒ ลูกกับแลคตาซอย ๑ กล่อง…

151

หลังจากนั้นไม่นานหนทางก็เริ่มโหด ในขณะปั่นข้ามภูไปยังหมู่บ้านข้างหน้า!

152

153

ก่อนถึงบ้านห้วยจ้วง ตอนนั้นผมเหลือเสบียงแค่แลคตาซอย ๑ กล่อง (ในภาพกล่องนึงเป็นกล่องเปล่า)  และซาลาเปาอีก ๑ ลูก…

154

ต้องจูงจักรยานขึ้นเนินบ้างแล้ว แต่ระยะทางยังไม่ไกลนัก ช่วงวิ่งลงเขาน่ากลัวไม่น้อย ผมต้องระวังสุด ๆ…

155

หมอกควันอันเกิดจากการเผาป่าทำให้ความสดชื่นมลายไปจากตัวผม…

156

157

160

ถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ผมแวะเข้าไปเยี่ยมชมวัด…

180

แล้วกลับออกมาเติมพลังที่ร้านน้ำแข็งไสริมทาง เสบียงที่นำติดตัวไปด้วยนั้นหมดแล้ว ที่เห็นแขวนอยู่กับแฮนด์นั่นเป็นแค่ถุงขยะ…

177

178

179

แต่ก็ยังคงมีแรงปั่นต่อ…

181

182

183

หนทางเริ่มโหดขึ้นเรื่อย ๆ

192

193

196

อีก ๔๐ กิโลเมตรถึงหงสา ผมสอบถามชาวบ้านแล้วทราบว่าเส้นทางข้างหน้าเป็นภู…ขึ้น ๆ ลง ๆ ไปตลอด!

197

ถึงตอนนั้น…น้ำในกระติกเหลืออยู่นิดเดียว!

194

ใกล้ถึงยอดภูที่เขียนวงกลมไว้นั่นแหละ คือหลักกิโลสุดท้ายที่ปั่นไปถึง มองไปข้างหน้า…ผมบอกไม่ได้ว่าถนนจะไต่ระดับขึ้นไปอีกแค่ไหน?  จริง ๆ แล้วก็ใช่จะใกล้ค่ำ ผมยังมีเวลาอีกไม่น้อยกว่า ๓-๔ ชั่วโมงที่จะเดินทางให้ถึงเมืองหงสา หนุ่มลาวที่กระต๊อบริมทางบอกว่าข้างหน้ามีหมู่บ้านขนาดใหญ่ แต่จะต้องข้ามภูลูกที่เห็นข้างหน้าไปก่อน…

just-one

ลองแล้วครับ ผมพยายามเดินจูงจักรยานขึ้นไป แต่ขาหมดกำลัง ไปได้แค่ไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดพัก! ผมตัดสินใจที่จะโบกรถ  ถนนด้านขวาติดเหวมีแดด ผมจูงจักรยานข้ามถนนไปด้านซ้ายที่มีเงาไม้  ขณะนั่งรอพยายามหายใจลึก ๆ เพื่อให้ปอดได้รับออกซิเจนมากขึ้น  ยกกระติกน้ำขึ้นดื่ม…ปรากฏว่ามีแต่ลม!

มีรถผ่านมา… คันแรกเป็นรถปิคอัพ คันต่อมาเป็นรถบรรทุกขนาดกลาง แต่ผมก็ยังนั่งเฉย ปล่อยให้ผ่านไปทั้งสองคัน

คันที่สามเป็นรถปิคอัพซึ่งไต่ขึ้นมาแล้วไปหยุดอยู่ข้างหน้า ห่างจากผมประมาณ ๑๐ เมตร ผมรีบลุกขึ้นคว้าจักรยานวิ่งไปหาทันที เว้าลาวขออาศัยรถไปลงที่หงสา บอกด้วยว่าไม่สบาย…ปั่นต่อไม่ไหวแล้ว  คนขับใจดีอนุญาตผมให้นำจักรยานขึ้นไว้ในกระบะหลัง… 

201

ตัวผมขึ้นนั่งพิงกระจกมองดูเส้นทางที่รถกำลังไต่ขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ (เสียดายที่ไม่ได้บันทึกภาพมาให้เพื่อน ๆ ดู)  มาตั้งสติกดชัตเตอร์ได้อีกทีก็เมื่อผ่านภูเขาสูงลูกนั้นมาแล้ว….

202

เพื่อน ๆ คงจะบอกได้ว่าผมดีใจขนาดไหนเมื่อรู้ความจริงว่ารถที่นั่งมาด้วยนั้นเป็นรถคนไทยป้ายทะเบียนเชียงใหม่  ต้องขอบพระคุณ อ.จัตุรัสและเพื่อนทนายอีกครั้งที่ได้ช่วยให้ผมผ่านวิกฤตในวันนั้นมาได้!

DSC09839

มีโอกาสไปลำพูน… ผมจะปั่นจักรยานไปเยี่ยมคารวะเด้อ!