อุโบสถวัดพระเจดีย์ซาวหลัง

20pagodas

นำตำนาน “พระเจดีย์ซาวหลัง” จากแผ่นพับที่มีอยู่พร้อมภาพประกอบมาโพสต์ไว้แล้ว….ผมก็อยากพาเพื่อน ๆ ไปชมภายในพระอุโบสถกันต่อ

img_1964

ตามตำนานเล่าว่า…

ภาวะสงครามที่มีพม่ารุกรานมาตลอด ทำให้วัดพระเจดีย์ซาวหลังกลายเป็นวัดร้างในกาลต่อมา จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๕๗ ถึงได้มีพระภิกษุชาวพม่าชื่อ “อูชะยันต่าเถระ” เดินทางจากเมืองมัณฑะเลย์เพื่อมาสอนภิกษุสงฆ์ชาวพม่าในนครลำปาง ท่านได้นำหนังสือบันทึกเกี่ยวกับเจดีย์ซาวหลังมาด้วย แล้วแจ้งให้ชาวลำปางทราบ ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันค้นหาโดยใช้เวลาถึง ๓ วัน พบกลุ่มซากเจดีย์ที่ผุพังและถูกปกคลุมด้วยต้นไม้เถาวัลย์น้อยใหญ่ จากนั้นจึงทำการแผ้วถางและบูรณะปฏิสังขรณ์เจดีย์ขึ้นใหม่โดยช่างพม่า เสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๔๖๔ ทำการสมโภชเมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๔๗๙  พร้อมกันนั้นได้สร้างพระอุโบสถขึ้นอีกหลังหนึ่ง ไดยขอพระราชวิสุงคามสีมาและผูกสีมาพร้อมฉลองพระอุโบสถในวันศุกร์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๔๗๙ ตรงกับเดือน ๖ เหนือ ขึ้น ๑๐ ค่ำ…

img_1967

img_1966

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของนครลำปาง…ประตูโบสถ์เปิดต้อนรับผู้มาเยือนครับ

img_1965

บานประตูลงรักปิดทอง…

img_1999

เสาประดับไว้ด้วยกระจกสี…

img_1979

ประดิษฐานพระประธาน พระพุทธรูปปางมารวิชัยงดงามยิ่ง…

img_1976

img_2003

img_1983

img_1977

img_1985

img_1987

img_1986

img_1989

img_1990

img_1991

img_1970

img_1997

img_1995

img_1981

img_1982

img_1992

img_1993

img_1994

img_1973

img_1996

img_1988

เก็บภาพเจ้าเหมียวไว้ ๑ บาน… ก่อนที่ผมจะออกไปยัง “บ่อน้ำสองพี่น้อง”

img_1972

รูปเยอะหน่อยนะครับ อยากให้เพื่อน ๆ ที่รักได้เห็น…

Advertisements

วัดพระเจดีย์ซาวหลัง

“วัดพระเจดีย์ซาวหลัง” เป็นวัดเก่าแก่สร้างมานานกว่าพันปี ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของตัวเมืองลำปาง ห่างจากกำแพงเมืองประมาณ ๒ กิโลเมตร…20pagodas

ผมมีแผ่นพับวัดพระเจดีย์ซาวหลังเก็บไว้ ๑ ฉบับ มีข้อมูลเกี่ยวกับวัดอยู่ด้วยดังนี้…

๑. ชื่อวัด ตามหนังสือที่ ศธ.๐๔๕/๑๑๖๙ ลงวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๒๗ ของกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ รับรองสภาพว่าเป็นวัดโบราณสร้างก่อนพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๔๘๕ ปรากฏชื่อว่า “วัดพระเจดีย์ซาวหลัง” ชาวบ้านเรียกชื่อ เช่น วัดป่าเจดีย์ซาว วัดเจดีย์ซาวหลัง วัดเจดีย์ซาว
๒. สถานที่ตั้ง ห่างจากตัวเมือง ๔ กิโลเมตร ห่างจากกำแพงเมือง กิโลเมตรที่ ๒ ถนนสายลำปาง – แจ้ห่ม
๓. เนื้อที่ ๒๒ ไร่ ๑ งาน ๖๕ ตารางวา
๔. ลักษณะภูมิประเทศ มีทุ่งนาล้อมรอบ ตั้งระหว่างหมู่บ้านวังหม้อและหมู่บ้านห้วยทราย ห่างจากแม่น้ำวัง ๑ กิโลเมตร
๕. ศิลปกรรม แบบพม่า ได้รับการบูรณะในสมัยเจ้าพ่อบุญวาทย์ วงศ์มานิต เจ้าผู้ครองลำปางองค์สุดท้ายเป็นประธานการบูรณะ โดยช่างชาวพม่าที่อาศัยในนครลำปางขณะนั้น (พ.ศ. ๒๔๕๗ – พ.ศ. ๒๔๖๔)
๖. ตำนานศาสนวงศ์ (พ.ศ. ๒๐๐๖) สถานแห่งนี้เรียกกันว่ากุลนคร (เมืองละกอน หรือ ลัวะกอน) เขตอรัญวาสี มีพระอริยะเจ้าผู้สำเร็จอภิญญาสามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ความเป็นไปในเมือง ได้อาศัยจำพรรษาอยู่ ณ สถานที่นี้
๗. พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้รับพระราชทานให้ยกฐานะของวัดเป็นวัดพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ

ได้ไปเก็บภาพ “วัดพระเจดีย์ซาวหลัง” มาให้เพื่อน ๆ ดูดังนี้…

img_1946

ตำนานที่เล่าสืบมาตั้งแต่อดีตกาลกล่าวว่า….

หลังจากที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้วประมาณ ๕๐๐ ปี พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรื่องในชมพูทวีปและได้แพร่หลายออกไปยังนานาประเทศ อันเป็นผลมาจากการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ซึ่งพระโมคคัลลีบุตรและพระติสสะเถระเป็นประธาน ได้จัดส่งพระอริยะสงฆ์สาวกออกเผยแผ่ประกาศพระพุทธศาสนาในต่างแดนเป็นครั้งแรก ในกาลนั้นพระอรหันต์เถระเจ้า ๒ รูป ไม่ปรากฏนามได้จาริกมาถึงบริเวณสถานที่แห่งนี้ เห็นว่าเป็นที่สงบเงียบเหมาะที่จะบำเพ็ญสมณธรรม จึงได้เอาเป็นที่พำนักอาศัยและอบรมศีลธรรม สั่งสอน แนะนำพุทธบริษัทในละแวกนั้น ในกาลครั้งนั้นได้มีพญามิลินทร์เป็นเจ้าผู้ครองนครแห่งหนึ่งและมีอำนาจ ได้มีความเลื่อมใสในคำสั่งสอนของพระอรหันต์เถระเจ้าเป็นอย่างยิ่ง จนรับเป็นผู้อุปัฏฐากด้วยศรัทธาแรงกล้า เจ้าพญามิลินทร์มีความประสงค์จะทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสืบไปในอนาคต โดยคิดสร้างถาวรวัตถุขึ้นในสถานที่แห่งนี้ จึงได้นำความไปปรึกษากับพระอรหันต์เถระเจ้าทั้ง ๒ รูป ท่านก็เห็นชอบด้วย ได้ใช้มือเสยพระเกศา (เส้นผม) ติดมือมาองค์ละ ๑๐ เส้น รวมกันได้ ๒๐ เส้น แล้วส่งมอบให้เจ้าพญามิลินทร์ตามความประสงค์ เจ้าพญามิลินทร์ได้นำพระเกศาที่ได้มานั้นบรรจุในผอบทองคำเส้นละ ๑ ผอบ รวมทั้งของมีค่าต่าง ๆ นำบรรจุในหลุม แล้วก่อเป็นองค์เจดีย์ขึ้นครอบตามจำนวนเส้นเกศา ประดับด้วยยอดฉัตรทองคำ เพื่อเป็นที่สักการะแก่ชนรุ่นหลังต่อไป…

img_2088

img_1928

img_2091

img_2055

img_1940

img_1950

img_1937

img_1944

img_1934

img_1942

ทางด้านทิศเหนือมีวิหารหลังเล็กประดิษฐาน “พระเจ้าทันใจ” พระพุทธรูปสำริดปางสมาธิ ศิลปะเชียงแสน

img_2052

img_2053

กล่าวกันว่าใครนับเจดึย์ได้ครบ ๒๐ องค์ ผู้นั้นคือผู้มีบุญ ผมไม่ได้เข้าไปเดินนับข้างในเพราะไม่อยากเหยียบย่ำสนามหญ้าสวยงาม ครั้นจะเดินนับอยู่ข้างนอกก็ร้อนแดด คงต้องยอมรับว่าตัวเองไม่มีบุญ

ขอเพื่อน ๆ ช่วยไปนับแทนด้วยนะครับ!

วัดวังหม้อ ต.ต้นธงชัย ลำปาง

img_2094

วัดวังหม้อ ต.ต้นธงชัย อ.เมือง จ.ลำปาง อยู่ติดกับทางหลวงลำปาง-แจ้ห่ม มีป้ายบอกไว้ชัดเจน เลี้ยวผ่านซุ้มประตูสวยงามเข้าไปได้เลย แต่ให้ระวังหน่อย เพราะความกว้างมีไม่มากนัก!

img_2093

img_2095

img_2096

img_2142

img_2092

เจดีย์มิได้อยู่หลังวิหาร แต่อยู่ข้างวิหารทางด้านทิศเหนือ…

img_2097

img_2100

img_2101

img_2098

img_2102

img_2106

img_2105

ด้านหน้าวิหาร…

img_2109

img_2110

ไม่เห็นหอระฆัง แต่มีศาลาตั้งกลองเอาไว้…

img_2113

นั่นไง… พระอุโบสถ

img_2114

เห็นซุ้มประตูด้านทิศตะวันออก ผมอยากเรียกว่าด้านหน้าวัด เพราะทั้งวิหารและอุโบสถก็หันหน้าไปทางนั้น

img_2118

เดินสำรวจอยู่รอบอุโบสถซึ่งอยู่ภายในพัทธสีมาที่มีรั้วและประตูเหล็กกั้นไว้ ผมบันทึกภาพมาฝากเพื่อน ๆ ดังนี้…

img_2119

img_2120

img_2121

img_2122

img_2124

img_2125

อาคารสามชั้นกำลังก่อสร้าง น่าจะเป็นศาลาการเปรียญหลังใหม่…

img_2135

หอเสื้อวัดอยู่ตรงมุมรั้วด้านทิศตะวันตก…

img_2140

วันนี้ไม่พูดมากครับ

Mailon Ali

ค้นหาในบล็อกเก่า ๆ ผมพบความจริงว่าได้เคยเขียนเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ไว้แล้วตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน ๒๕๕๖ โดยใช้ชื่อเรื่องว่า “นัดพบที่ซากเครื่องบิน” และ “ย้อนรำลึกเหตุระทึก”… 

muzium-kl1

ถึงวันนี้ผมได้เล่าเรื่องการปั่นจักรยานไปสิงคโปร์ต่อเนื่องกันมาอย่างต่อเนื่อง หากจะข้ามเหตุระทึกที่เกิดขึ้นเมื่อค่ำวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ ไปเสีย ก็ดูจะไม่ครบถ้วนกระบวนความ จึงขอรวบรวมนำมาเล่าอีกครั้งโดยใช้ชื่อเรื่องว่า “Mailon Ali”  

ผมได้เขียนเกี่ยวกับการเดินทางไปกัวลาลัมเปอร์ครั้งที่ ๒ ไว้ดังนี้…

หลังจากจองตั๋วโดยสารรถไฟไปสิงคโปร์เรียบร้อยแล้ว จุดหมายต่อไปคือ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” สถานที่ ๆ ผมปักหมุดไว้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางแล้วว่าจะต้องไปเยือนให้ได้ มันเป็นคำมั่นสัญญาที่ได้ให้ไว้กับตัวเอง ก่อนอื่นก็ต้องเล่าย้อนหลังไปถึงเหตุการณ์ย้อนหลังเพื่อตอบคำถามว่าทำไมถึงได้ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกลับไปเห็นพิพิธภัณฑ์นั้นอีกครั้ง?

before-kl

บ่ายวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ ขณะนั้นผมปั่นจักรยานมุ่งหน้าสู่กัวลาลัมเปอร์ บนเส้นทางที่ราบเรียบไม่ต้องขึ้นลงเขาอีก การปั่นจักรยานในมาเลเซียชิดซ้ายเหมือนบ้านเรา ผมจึงปั่นได้อย่างสบาย ไม่ฝืนความรู้สึก ถึงจุด ๆ หนึ่ง พบชายสวมหมวกกันน็อคจอดจักรยานยนต์รออยู่ เขายกมือเรียกให้ผมหยุด เป็นหนุ่มมาเลเซียพูดภาษาอังกฤษดีมาก บอกว่าเห็นผมขี่จักรยานมุ่งหน้ากำลังจะไป KL จึงได้จอดรถรอ เค้าส่งเศษกระดาษชิ้นเล็ก ๆ เขียนว่า old aeroplane, National Museum 6 PM  เรานัดเจอกันที่ซากเครื่องบินซึ่งตั้งอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ…

รถจักรยานที่ผมใช้ปั่นไปสิงคโปร์เมื่อปลายปี ๒๕๓๐ เป็นรถมือสองจากญี่ปุ่นที่ซื้อมาจากร้านจักรยานหน้าโรงพยาบาลสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ ในราคา ๑,๕๐๐ บาท เป็นรถ ๓ สปีด โครงเหล็กแข็งแรงหนักอึ้ง ผมแค่ซื้อแฮนด์แบบเสือหมอบมาเปลี่ยนเท่านั้น!

hand

จักรยานของผมไม่มีเครื่องมือวัดความเร็ว+ระยะทาง ไม่มีเป้หน้าหรือเป้หลัง ผมใช้ถุงทะเลสำหรับใส่ข้าวของทุกอย่าง (รวมทั้งเต็นท์) แล้วมัดติดไว้บนตะแกรงหลัง (เสียดายไม่มีรูปให้ดู เพราะเดินทางครั้งนั้น ไม่ได้พกกล้องถ่ายรูปไปด้วย) หนักน่าดูครับ ผมต้องจัดวางให้สมดุล เพื่อจะบังคับรถได้ง่าย เมื่อมีถุงทะเลบรรจุของเต็มพิกัดอยู่บนตะแกรงท้ายจักรยาน มันก็เหมือนกับว่ามีคนนั่งซ้อนท้ายไปด้วยอีก ๑ คน!

bag
เดินทางไปถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ผมมองเห็นเครื่องบินเก่าแบบใช้ใบพัดตั้งอยู่ด้านหน้าอาคารและได้พบกับหนุ่มมาเลย์ใจดีตามนัด   Mailon บอกว่าจะพาไปที่บ้านโดยให้ผมขี่จักรยานตามไป เห็นว่าจักรยานของผมหนักมาก จึงให้ผมย้ายถุงทะเลจากท้ายรถจักรยานไปไว้ที่จักรยานยนต์ของเขา ผมย้ายถุงทะเลไปอยู่ที่มอเตอร์ไซค์ แล้วปั่นจักรยานตามเพื่อนใหม่ออกจากพิพิธภัณฑ์ เหนื่อยสุด ๆ แต่ก็พยายามปั่นตามไปติด ๆ เห็นหลังผู้นำทางอยู่ไว ๆ ผมเร่งเท้าหนักขึ้นแต่จักรยานกลับไม่ให้ความร่วมมือ พอขึ้นสะพานผมจะออกแรงปั่นสักเพียงใดก็ตามไม่ทัน ในที่สุดชายผู้ใจดีพร้อมกับถุงทะเลของผมก็หายไปจากสายตา พระเจ้าช่วย! ผมมองหาทิศไหน…ก็ไม่เห็น!!!

คงไม่ต้องบรรยายความรู้สึก ณ วินาทีที่รู้ว่าไม่เหลืออะไรอีกแล้ว นอกจากจักรยานและเอกสารแนบตัว! ผมยืนจูงจักรยานอยู่ตรงเชิงสะพาน มองรถราที่วิ่งเปิดไฟผ่านไปมาด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง อ่อนล้า และมึนงง ฤาว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะหมดสิ้นอยู่แค่นี้เองแล้วหรือ? รู้สึกคล้าย ๆ กับตอนที่โดนโดนแขกในกัลกัตต้าหลอกเชิดเอากล้อง Rollie 35 ไป เพียงแต่ครั้งนี้ผมยังมีความหวังที่จะได้ถุงทะเลของผมคืน

ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี… ผมได้แต่ยืนจูงรถอยู่บริเวณสี่แยกที่พลัดหลง!

จนเวลาผ่านไปประมาณ ๑ ชั่วโมง หนุ่มมาเลย์ผู้ขี่จักรยานยนต์เที่ยวมองหาก็กลับมาเจอหนุ่มไทยซึ่งยืนรออยู่ ประโยคแรกที่ผมได้ยินจากปากของเขา คือ “ขอบคุณพระอัลเลาะห์ ” หลังจากนั้นเขาก็พาผมไปสถานีตำรวจ เพื่อเอาถุงทะเล บอกผมว่าตอนที่คลาดกันนั้นรู้สึกตกใจมาก ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงได้นำถุงทะเลไปฝากไว้กับตำรวจด้วยความหวังว่าผมอาจจะไปสอบถามที่สถานีตำรวจ…

จริง ๆ แล้ว ตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิดที่ขอความช่วยเหลือจากตำรวจด้วยซ้ำ! ผมคงอยู่ในภาวะช็อคก็ได้!

หลังจากได้ถุงทะเลแล้ว เพื่อนผู้ที่พระเจ้าทรงนำให้มาพบเจอแล้วได้ผ่านช่วงเวลาแห่งความตระหนกมาด้วยกันก็พาผมไปที่บ้านพัก ผมเก็บของไว้ แล้วซ้อนมอเตอร์ไซค์ลัดเลาะวิ่งหลบเข้าซอย (ไม่ได้สวมหมวกกันน็อค) ไปกินข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง

ผมยังคงระลึกถึงเสมอ สำหรับน้ำใจของเจ้าบ้านผู้เลี้ยงอาหารค่ำแสนอร่อย ให้ที่พักแรมแล้วยังจัดขนมมอบให้เป็นเสบียงสำหรับการเดินทางต่อไปยังมาลัคกา…

เพื่อน ๆ ที่รักครับ เหตุการณ์ระทึกในวันนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของผมตลอดมา แม้ความหวังที่จะพบ Mailon Ali อีกสักครั้งก่อนตายจะไม่มีเหลือแม้แต่น้อย  ภาพไปรษณียบัตรข้างล่างนี้คือ ส.ค.ส. ที่ Mailon ส่งจากปีนังถึงผมเมื่อวันที่ ๕ มกราคม  ๒๕๓๙

card-from-mailon

ขอบคุณอินเทอร์เน็ตที่ทำให้ผมสามารถค้นหาภาพซากเครื่องบินเก่าที่อยู่หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงกัวลาลัมเปอร์ในอดีตไว้ได้ หลังจากเพียรพยายามอยู่หลายวันผมก็ได้ภาพนี้มา คงเป็นภาพเดียวจริง ๆ ที่มีอยู่ในโลกไซเบอร์ มันมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ผ่านประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตซึ่งเริ่มต้นจากจุดที่เห็นนี้…

old-aeroplane-at-the-museum
ที่มาของภาพ – skyscrapercity.com – thanks a lot!

ไม่สามารถค้นหาเพื่อนผู้อารีได้จากสื่อใด ๆ ในอินเทอร์เน็ต ผมได้แต่คิดว่าคงมีวันหนึ่งซึ่งพระอะเลาะห์ทรงนำให้ Mailon Ali ได้เข้าเจอลิงค์ที่ผมเขียนถึงเขา และเราอาจได้พบกันอีกครั้ง!

นอกจากว่าผมได้จากโลกนี้ไปเสียก่อนเท่านั้น! 

บิดอร์ – กัวลาลัมเปอร์

ระยะทาง ๑๓๗ กิโลเมตรจากบิดอร์ไปยังเมืองหลวง ถ้าปั่นในสภาพอากาศปกติประมาณว่าใช้เวลา ๑๐ ชั่วโมง… 

2kl-2w

ตอนบ่ายมีฝนตกหนักตลอดทาง ผมเปียกโชกไปทั้งตัวแต่ก็หยุดไม่ได้เพราะนัดไว้กับ Mailon ว่าจะเจอกันที่ซากเครื่องบินอังกฤษหน้าพิพิธภัณฑสถานเวลา ๖ โมงเย็น  ฝนตกถนนลื่น มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นหลายแห่ง รถยนต์ชนกัน ๓ คันรวดก็มี! จักรยานราคาพันห้าเมื่อโดนฝน โซ่ก็ฝืดและเกียร์ไม่ทำงาน ความยากลำบากเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ตลอดทางเป็นภูเขาเสียเป็นส่วนใหญ่ เหนื่อยแทบขาดใจแต่ก็ปั่นอย่างไม่หยุดยั้ง ประมาณ ๑๖.๓๐ น. ยังเหลืออีก ๓๒ กิโลเมตร ใจไม่ดีเพราะเวลาชั่วโมงครึ่งจะให้ถึงกัวลาลัมเปอร์ตรงตามนัดได้อย่างไร?  ยิ่งทางขึ้นเขา (uphill) ถนนลื่น จักรยานก็ไม่ดี ต้องขี่ด้วยความระมัดระวังสูงสุด ถ้าเกิดล้มขึ้นมาก็เป็นอันว่าจบกัน!

เร่งเท้าเต็มที่… เข้าถึงตัวเมืองกัวลาลัมเปอร์เวลา ๑๘.๐๕ น.  ฝนยังตกปรอย ๆ ผมต้องหาพิพิธภัณฑ์ให้เจอ!!

klkl2

ในแผนที่ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (National Museum)” อยู่ตรงตำแหน่ง 25 ผมต้องหาถนน Bangsar ให้ได้โดยยึดรางรถไฟเป็นหลัก…klkl1

มีแผนที่เก่ามาให้เพื่อน ๆ ดูด้วย จะเห็นได้ว่าตอนนั้นยังไม่มี twin towers  กรุงกัวลาลัมเปอร์ไม่เจริญเหมือนที่เห็นในปัจจุบัน….

klkl4

ปั่นจักรยานเข้ามาตามถนนบังการ์ (jalan bangsar) จะเห็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (Muzium Negara) (33) ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายมือ…

klkl5

จากอินเทอร์เน็ตผมพยายามค้นหารูปเก่าในช่วงปี 1987-88 หวังว่าจะได้ภาพถนนหนทางในเมืองหลวงของมาเลเซียในอดีตมาให้เพื่อน ๆ ดู  หาไม่ได้แต่ก็โชคดีที่ไปเจอ “Malaysia Kuala Lumpur 1988” คลิปวิดีโอยาว ๑๑.๔๔ นาทีพร้อมเพลงประกอบไพเราะ ซึ่งคุณ stockholder73 อัพโหลดขึ้นไว้บน YouTube  ต้องขออนุญาตนำมาแชร์ด้วยความยินดีและขอบคุณยิ่ง

เป็นภาพแสดงให้เห็นสภาพบ้านเมืองและการจราจรในกรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ ๒๐ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๓๑ ซึ่งห่างจากวันที่ผมปั่นจักรยานไปถึงแค่ ๘๒ วันเอง…

ผมอยากให้เพื่อน ๆ ได้คลิกดูภาพในวิดีโอคลิปซึ่งหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้วจริง ๆ 

รู้แล้วว่าตัวอะไร

เมื่อคืนนี้นอนฟังเสียงดมกลิ่น “ฟืดฟาด” และเสียงย่ำเท้ารอบเต็นท์…ผมไม่ได้ลุกขึ้นไปเปิดซิปดูว่ามันเป็นตัวอะไร! 

img_1798

เพื่อน ๆ ที่รักถ้าได้อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับสายตาของผม คงจะพอจำได้ว่าผมเป็นคนสายตาสั้นมาก ๆ ชีวิตผมทำอะไรไม่ประสบความสำเร็จไม่ว่าด้านไหน ส่วนหนึ่งก็มาจากเรื่องของสายตา ตอนเรียนหนังสือ ม.ศ. ๓ ที่มงฟอร์ต มองกระดานไม่เห็นก็คิดว่าแค่พอให้จบก็พอ ไปเรียนต่อเทคนิคทุ่งมหาเมฆ…ตอนอยู่ปี ๔ ก็ยังต้องสวมแว่นตาหนาเตอะ

contact-lens2w

พอขึ้นปี ๕ ได้เปลี่ยนไปสวมคอนแทคเลนส์แบบแข็ง…

contact-lens6

ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ไม่ต้องสวมแว่น เวลาเดินทางต้องพกตลับใส่เลนส์และน้ำยาไปด้วยเสมอ…

wettting-solution

ลำบากครับ! เนื่องจากดวงตาคนเราต้องได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ มิฉะนั้นอาจเกิดอาการตาแดงหรืออักเสบ ผู้สวมคอนแทคเลนส์แบบแข็งเวลานอนก็ต้องถอดออกใส่ตลับแล้วแช่น้ำยา เพื่อน ๆ ลองคิดดูสิครับว่านักเดินทางสายตาสั้นที่สวมคอนแทคจะลำบากแค่ไหน? ไหนจะต้องมีน้ำสะอาดไว้ล้างมือ และมีแว่นตาสำรองเตรียมไว้เวลาไม่สวมคอนแทค ยิ่งคนตาสั้นเกินพันอย่างผม พอถอดคอนแทคออกแล้วอยู่ในความมืด สภาพก็ไม่ต่างจากคนตาบอดคนหนึ่งเท่านั้น!  ด้วยเหตุนี้ผมจึงมิได้ลุกขึ้นดูว่าเสียงฟืดฟาดนั้นมันเป็นตัวอะไรกันแน่?  แต่ก็มิได้รู้สึกกลัวหรือที่ฝรั่งพูดว่า “get cold feet” เพราะผมมั่นใจว่ามันไม่ใช่เสือ หรือสัตว์ร้ายที่จะมาทำอันตราย ความอ่อนเพลียจากการปั่นจักรยานร้อยกว่าโลทำให้ผมหลับเป็นตาย (sleep like a log) จนถึงเช้า…

วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ ฟ้าสางแล้ว…ผมคืบตัวออกจากดักแด้ (ถุงนอน) ขยับไปรูดซิปเต็นท์แล้วโผล่หน้าออกดู ท่ามกลางม่านหมอกบาง ผมเห็นภาพเบลอ ๆ ของวัวตัวใหญ่สามตัวกำลังยืนอยู่ห่าง ๆ มันมองมายังผมอย่างเฉยเมย (ขอนำภาพ animation น่ารักมาประกอบด้วย จริง ๆ แล้วมันเป็นวัวสีดำนะครับ – ขอขอบคุณภาพจาก clipartbest.com) 

cow

เนื่องจากไม่มีรูปสถานที่จริงเก็บไว้ ผ่านมาแล้ว ๓ ทศวรรษปัจจุบันนี้เส้นทางที่ผมปั่นจักรยานไปกัวลาลัมเปอร์กลายเป็นทางหลวงอย่างดีหมดแล้ว ผมพยายามค้นหาในอินเทอร์เน็ตเพื่อนำภาพมาประกอบ อยากให้เพื่อน ๆ ได้เห็นภาพแบบเดียวกับเช้าวันที่ผมออกปั่นจากจุดพักแรมในบิดอร์มุ่งหน้าสู่กัวลาลัมเปอร์  ได้จาก YouTube มา ๑ บานครับ ไม่แตกต่างกันเท่าใด ผมจำได้ว่ามีธารน้ำไหลผ่านใต้สะพาน หลังจากเดินลงไปล้างหน้าชำระร่างกาย (1) เก็บข้าวของแล้วผมก็ออกเดินทางต่อ…

2kl-ride
แต่งภาพซะหน่อยเพื่อให้เห็นถุงทะเลหนักอึ้ง…อิอิ

บรรยากาศเช่นนี้เลยล่ะ…ผมต้องปั่น ๑๓๗ กิโลเมตรไปพบกับ Milon ที่ซากเครื่องบินเก่าหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกัวลาลัมเปอร์เวลา ๖ โมงเย็น!

เส้นทางสุดโหด (กัวลากังซาร์ – บิดอร์)

การขี่จักรยานสู่กัวลาลัมเปอร์ในช่วงที่สองเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ จากกัวลากังซาร์ถึงบิดอร์รวมระยะทางประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตรนับว่าเป็นเส้นทางที่โหดที่สุดก็ว่าได้…

2bodorw

จากกัวลากังซาร์ไปอีโปห์ระยะทาง ๕๐ กิโลเมตร สำหรับการปั่นจักรยานโครงเหล็กสามสปีดที่มีถุงทะเลบรรจุของเต็มพิกัดมัดอยู่ข้างหลัง ถ้าไม่บอกว่า “โหดสุด ๆ” ก็ไม่รู้ว่าจะว่าอะไรแล้ว!

2ipoh1

ระยะทางอีก ๗๐ กิโลเมตจากอีโปห์ไปบิดอร์ก็ใช่ว่าง่าย พลังจากเค้กและขนมปังไม่น่าจะทำให้ผมปั่นได้ไกลถึงขนาดนั้น!

2bidor4

menora-tunnelby-the-cinnabo
Tunnel of Death – ภาพโดย Polycarp Norbert Nyulin – thanks!
ภายในอุโมงค์ - ภาพจาก skyscrapercity.com - thanks!
ภายในอุโมงค์ – ภาพจาก skyscrapercity.com – thanks!

พอดีไปค้นเจอที่ผมได้เขียนไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ จึงขอนำมาสรุปไว้อีกครั้งดังนี้…

ตื่นแต่เช้ามืดเมื่อแสงสว่างจับขอบฟ้า ก็จัดการเก็บเต็นท์และข้าวของ เสียดายที่ไม่ได้รอให้เต็นท์แห้งเพราะต้องรีบออกเดินทาง แบกเจ้าลมม้า (ชื่อจักรยาน) ไปตั้งไว้บนทางหลวงแล้วค่อยเอาถุงทะเลขึ้นมัด…
๘.๐๐ น. ออกเดินทางไปตามซุปเปอร์ไฮเวย์ซึ่งตัดผ่านภูเขา เผชิญกับทางชันเป็นระยะยาวติดต่อกัน เกือบหมดทางที่จะเอาชนะ ต้องหยุดพักเป็นระยะ ๆ ดื่มน้ำในขวดจนหมด ปั่น ๖๖ ครั้งแล้วหยุดปล่อยให้รถวิ่งไปข้างหน้าแล้วปั่นต่ออีก สลับไปเรื่อย ๆ ถึงจุดที่เกือบเป็นลมต้องหยุดข้างทางแล้วลงไปดื่มน้ำจากน้ำตกโดยไม่หวั่นเกรงเชื้อโรค…
ในที่สุดก็ถึงทางลงเขาซึ่งยิ่งน่ากลัวเพราะรถวิ่งเร็วตลอดระยะ ๔-๕ กิโลเมตร ต้องผ่านอุโมงค์ยาวซึ่งทันสมัยมาก  ถึงอีโปห์ เวลาประมาณเที่ยงวัน แวะที่ร้านขายของข้างทาง สั่งสไปร์ทมาดื่ม ๒ ขวด เค้าคิด ๑ เหรียญ เจ้าของร้านเป็นคนจีน สามีเป็นแขก นำส้มโอมาให้กินและทำน้ำอ้อยให้อีก ๑ แก้ว นั่งพักอยู่นานจนหายเหนื่อยแล้วปั่นต่อ….
๑๓.๓๐ น. ออกเดินทางจากอีโปห์ หนทางธรรมดา แวะกินลอดช่อง ๑ ถ้วย (๔๐ เซนต์)
แวะกินน้ำมะพร้าว ๑ ถ้วย (๕๐ เซนต์)
เวลา ๑๖.๐๕ น. พบกับชายมาเลย์ชื่อ Mailon อายุ ๒๘ ปี (เคยปั่นจักรยานจาก KL ไปปาดังเบซาร์) บอกว่าจะให้ที่พักในกัวลาลัมเปอร์ นัดกันวันพรุ่งนี้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ (ตรงเครื่องบินเก่า) เวลา ๖ โมงเย็น
ปั่นต่อไปอีกจนใกล้ค่ำที่บิดอร์ เห็นลำห้วยและที่ราบพอจะตั้งเต็นท์ได้ เลี้ยวรถเข้าไปหาที่ตั้งเต็นท์ ถูกมดแดงกัด คนงานคนหนึ่งบอกว่าให้พักข้างบนจะดีกว่า เพราะข้างล่างมียุงมาก และอาจมีงู
ตกลงตั้งเต็นท์ข้างบน รอให้มืดก่อน คือประมาณทุ่มกว่า ๆ  ตอนแรกอากาศร้อน พอตกดึกอากาศเย็นลง มีน้ำค้างตกจนเต็นท์เปียกชุ่ม อาหารค่ำมีเค้กและขนมปังนิดหน่อย…

เพื่อน ๆ ที่รักครับ ความเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นหลังจากผ่านไป ๒๙ ปี ผมดูภาพถ่ายดาวเทียมแล้วพยายามคิดว่าริมทางหลวงที่ผมหยุดพักค้างแรมในคืนวันน่าจะอยู่ตรงไหน ก็ได้ภาพนี้มาครับ…

2bidor3

ประมาณได้ว่าตรงจุดสีเหลืองนั่นแหละที่ผมหลบเข้าพักค้างคืน จำได้ว่าอยู่ริมธารน้ำไหล เต็มไปด้วยต้นไม้เขียวครึ้ม ที่เห็นในภาพเป็นทางหลวงสร้างใหม่ แต่ก่อนยังไม่ได้เป็นถนนคอนกรีต จากไหล่ทางผมสามารถจูงจักรยานลงไปได้เลย  รอให้ใกล้ค่ำถึงค่อยตั้งเต็นท์  คืนนั้นอากาศหนาวเย็น ผมสะดุ้งตื่นกลางดึก ได้ยินเสียงสัตว์ขนาดใหญ่กำลังสูดหายใจ เดินดมกลิ่นแปลกปลอมอยู่รอบเต็นท์!!!

my-tent

ไม่ได้รูดซิปโผล่หัวออกไปดู…ผมได้แต่นอนฟังและพยายามข่มตาหลับ!