FB Trip ไปพิษณุโลก – วัดธรรมจักร

จากวัดอรัญญิก (1) ผมขี่จักรยานเกือบ ๒ กิโลเมตรไปยังวัดธรรมจักร (2) ซึ่งหาไม่ยาก แค่เลี้ยวขวาตรงแยกทางรถไฟแล้วปั่นตรงไปอีกไม่ไกลก็ถึงแล้ว

เห็นซุ้มประตูวัดสูงใหญ่และสวยงาม…

ตรงไปยังอุโบสถ ซึ่งมีกำแพงแก้วล้อมรอบ เก็บภาพซุ้มประตูงดงามไว้ ๑ บาน…

เข้าไปเดินดูรอบ ๆ อุโบสถ

ประตูแกะสลักรูปเทวดาอารักษ์ลวดลายวิจิตร….

ซุ้มครอบเสมาจตุรมุขอยู่รายรอบ…

หลังคาลดชั้น…

จริง ๆ แล้วประวัติความเป็นมาของวัดธรรมจักรนั้นน่าสนใจมาก เดิมเป็นโบราณสถานรกร้าง เค้าย้ายวัด ๒ วัด คือวัดน้อยและวัดป่าสักมารวมกัน เสียดายที่ผมไม่มีโอกาสได้เห็นพระพุทธธรรมจักร พระประธานปางมารวิชัยขนาดหน้าตัก ๓๔ นิ้ว (ขนาดเท่ากับคนจริง) ซึ่งอัญเชิญมาจากระเบียงหรือพระวิหารคดวัดพระศรีมหาธาตุหรือใหญ่ เมื่อปี ๒๔๙๑

ที่มาข้อมูล – คลิปวิดีโอ “วัดธรรมจักร หลวงพ่อหมอ”

ภาพจากคลิปวิดีโอ “วัดธรรมจักร หลวงพ่อหมอ”

หอระฆังสวยงาม…

ต้นศรีมหาโพธิ์ซึ่งนำมาจากพุทธคยา…

วิหารเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์อยู่ใกล้กับต้นโพธิ์…

ก่อนปั่นจักรยานออกจากวัด…ผมเก็บเมรุไว้อีกบาน

ได้เวลากลับที่พักแล้วครับ…

FB Trip ไปพิษณุโลก – ตลาดนัดสินค้ามือสอง

Mark เจ้าของ hostel ที่ผมพักบอกว่าทุก ๆ เย็นวันจันทร์และวันศุกร์จะมีตลาดนัดสินค้ามือสองที่วัดธรรมจักร แกล้อผมว่าไปดูแล้วอย่าจ่ายเกลี้ยงกระเป๋านะ

ผมไปถึงวัดธรรมจักร ๖ โมงเย็นเห็นจะได้  จริง ๆ แล้วไม่อยากซื้ออะไรหรอกครับ แค่อยากรู้ว่ามันจะมีอะไรวางขายบ้าง จะเหมือนกับตลาดคลองถมสมัยเก่าหรือเปล่า?

ของเก่ามีอยู่ไม่กี่เจ้า นอกนั้นเป็นแผงสินค้าใหม่และเสื้อผ้า…

ของกินดูจะน่าสนใจกว่า…

ผมแค่เดินจูงจักรยานผ่านไป ใจอยู่ที่อุโบสถวัดธรรมจักรโน่น…

FB Trip ไปพิษณุโลก – โบราณสถานวัดอรัญญิก

จากวัดเจดีย์ยอดทอง (1) ตั้งใจจะไปตลาดนัดสินค้ามือสองที่วัดธรรมจักร พอข้ามทางรถไฟแล้วไม่ได้เลี้ยวซ้าย ผมกลับปั่นตรงไปเรื่อย ๆ จนพบกับวัดอรัญญิก (2)

เก็บภาพซุ้มประตูสวยไว้ก่อนแล้วปั่นตรงเข้าไป…

วิกิพีเดียให้ข้อมูล “วัดอรัญญิก” ไว้ว่า…

วัดอรัญญิก เป็นวัดโบราณสมัยสุโขทัย ตั้งอยู่อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก บริเวณนอกกำแพงเมือง ประมาณ ๑ กิโลเมตร ตามความนิยมในสมัยสุโขทัยที่สร้างวัดในป่าและ ให้ชื่อว่า “อรัญญิก”  ลักษณะสถาปัตยกรรมของวัด เจดีย์องค์ประธานเป็นทรงลังกา ฐานกลม องค์ระฆังเหลือครึ่งซีกจนถึง บัลลังก์ พบร่องรอยการบูรณะจึงมีรูปแบบผสมผสาน พบซากอุโบสถ ซากใบเสมาหินศิลปสมัยสุโขทัย พระพุทธรูปศิลปะเชียงแสน สุโขทัย และอยุธยา มีคูน้ำล้อมเนินดิน

ผมชอบตรงที่มีป้ายบอกทางอย่างชัดเจน…

มีแผ่นป้ายขนาดใหญ่บอกให้ทราบถึงประวัติวัดอรัญญิก

ณ จุดที่ตั้งก็มีป้ายบอกไว้….

บรรยากาศร่มรื่นด้วยแมกไม้และคูวัด เป็นเขตอภัยทาน มีจุดให้อาหารปลา…

หอระฆังสวยงาม…

มณฑป…

ผมปั่นจักรยานไปยังอุโบสถเก่า ซึ่งจัดเป็นโบราณสถานวัดอรัญญิก

ลูกนิมิตโบราณนำมาวางรวมไว้ตรงนี้…

ประวัติอุโบสถ
อุโบสถ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเจดีย์ประธานและระเบียงคด มีขนาด ๒๖.๒๐ x ๑๒ เมตร โครงสร้างหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้องดินเผาแบบแผ่นเรียบ ลักษณะการเรียงอิฐแบบด้านยาวสลับด้านสั้น ส่วนฐานล่างมีศิลาแลงประกอบอยู่บางส่วน และพบว่ามีการซ้อนทับการอย่างน้อยสองครั้งที่ส่วนฐานและฐานชุกชี ซึ่งแบบเดิมเป็นลักษณะที่พบในกลุ่มโบราณสถานสมัยสุโขทัย และมีการขยายฐานออกเมื่ออยุธยาได้เข้ามามีอำนาจเหนือหัวเมืองฝ่ายเหนือ ดังนั้นอาคารเดิมจึงเป็นอาคารที่ร่วมสมัยกับเจดีย์ช้างล้อมและในภายหลังมีการปรับให้เป็นพระอุโบสถในสมัยอยุธยา น่าจะพร้อม ๆ กันกับการก่อสร้างระเบียงคดเพิ่มเติม ผนังโบสถ์หน้า ๓๐ ซม. มีเสาติดผนังขนาด ๕๕ x ๕๕ ซม. ส่วนเสาคู่ในเป็นเสากลมแถวละ ๕ ต้น ก่อด้วยศิลาแลงฉาบปูนขนาด ๘๐ x ๘๐ ซม. อยู่ด้านข้างของฐานชุกชีบางส่วน ด้านหน้าฐานพระเป็นเสาก่ออิฐขนาด ๔๐ x ๖๐ ซม. ฐานชุกชีมีขนาด ๓.๙๓ เมตร สูง ๑.๐๘ เมตร ยกเก็จเพิ่มมุมทั้ง ๔ ด้าน ลักษณะเป็นฐานหน้ากระดาน ๒ ชั้น รองรับบัวคว่ำและลูกฟักมีร่องรอยการฉาบปูนด้วยหินทราย ด้านใต้พื้นลงไป พบเดิมของอาคารรูปด้วยอิฐขนาด ๗ x ๑๕.๕ x ๓๐ ซม. ฐานเสมาอยู่ห่างจากโบสถ์ประมาณ ๑.๘๐ – ๒.๓๐ เมตร เหลือแนวฐานก่ออิฐรูปสี่เหลี่ยมขนาด ๑.๒๐ x ๑.๒๐ เมตร
พระพุทธรูปหินทราย ประทับนั่งปรางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๗๗ ซม. หนา ๔๐ ซม. สูง ๙๙ ซม. พระเนตรเหลือบต่ำลง พระชนงโก่ง พระนาสิกแต่งเป็นสัน พระโอษฐ์สองชั้น ครองจีวรห่มเฉียง ชายสังฆาฏิจดพระนาภี ส่วนปลายเป็นแบบเขี้ยวตะขาบ เม็ดพระศกเล็ก รัศมีเป็นเปลงเพลิงทรงกรวยสามเหลี่ยม องค์พระแกะสลักจากหินทรายเป็นหลายชั้นต่อกัน พระพาหาและพระกรรณด้านขวาหายไป ศิลปะสุโขทัยตอนปลาย-อยุธยาตอนต้น พุทธศตวรรษที่ ๑๐- ๒๓

ที่มา – แผ่นป้าย ณ ที่ตั้ง

ผมเก็บภาพใบเสมาตามหน้าที่

เจดีย์ประธานทรงลังกาหรือทรงระฆังแบบศิลปะสุโขทัย ก่อด้วยศิลาแลงและอิฐ โคนฐานรากชั้นแรกก่อด้วยศิลาแลงขนาด ๒๔.๘๐ x ๒๔.๘๐ เมตร ฐานลึกลงไปในดินราว ๑.๗๐ เมตร…

เจดีย์รายเหลือแค่นี้เองครับ…

๖ โมงกว่าแล้ว ผมต้องรีบไปวัดธรรมจักร ก่อนตลาดสินค้ามือสองจะวาย

FB Trip ไปพิษณุโลก – วัดเจดีย์ยอดทอง

จากสะพานเอกาทศรถ (1) ผมปั่นจักรยาน ๒ กิโลเมตร ข้ามทางรถไฟไปยังวัดเจดีย์ยอดทอง (2)…

ถ่ายภาพซุ้มประตูไว้หน่อย…

ถัดไปไม่ไกลมีอีกซุ้มประตูนึง  เค้าจำลองเจดีย์ยอดทองขึ้นไปวางไว้ข้างบน…

ซูมใกล้ ๆ ผมเห็นว่าขนาบข้างด้วยมังกือ เอ้ย.. มังกร อีกข้างละตัว (คิดว่าไม่ใช่พญานาค! คงจะหลงมาจากเมืองจีน?)

เข้าไปเจอป้ายของ อสท. บรรยายว่า…

วัดเจดีย์ยอดทอง สันนิษฐานว่าจะสร้างในสมัยเดียวกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ คือสมัยสุโขทัย เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองพิษณุโลก ปัจจุบันอยู่ในเขตเทศบาล วัดเจดีย์ทองในปัจจุบันเหลือเจดีย์ทรงดอกบัวตูมเพียงองค์เดียวที่เป็นศิลปสุโขทัย ฐานกว้าง ๙ เมตร สูง ๒๐ เมตร เฉพาะยอดทรงดอกบัวตูมนั้น ได้เห็นรอยกระเทาะของปูนทำให้แลเห็นการเสริมยอด โดยการพอกปูนเพิ่มที่ยอดแหลมของดอกบัวตูม เป็นที่น่าสังเกตว่าลักษณะเจดีย์ทรงดอกบัวตูมซึ่งเป็นศิลปะของสมัยสุโขทัยนี้ ยังคงมีปรากฏอยู่ในจังหวัดพิษณุโลกเพียงองค์เดียวเท่านั้น ส่วนพระปรางค์ (พระศรีรัตนมหาธาตุ) ที่วัดใหญ่นั้น ผู้รู้ยืนยันว่าทรงเดิมเป็นแบบดอกบัวตูม ดัดแปลงแบบเป็นแบบปรางค์สมัยรัชกาลลมเด็จพระบรมไตรโลกนารถ ฉะนั้น วัดเจดีย์ยอดทองจะต้องเป็นวัดโบราณที่สร้างขึ้นในสมัยเดียวกับวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ นับว่าเป็นวัดเก่าแก่ที่ควรจะช่วยกันอนุรักษ์ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ชมกันต่อไป

นำจักรยานไปจอดไว้หน้าอุโบสถ…

ผมเปิดประตูเดินเข้าไปภายในเขตพัทธสีมา ไม่เคยลืมเก็บภาพใบเสมา…

ประตูโบสถ์เปิดอยู่  ภายในเรียบง่าย นาฬิกาบอกเวลาใกล้ ๕ โมงครึ่ง…

ด้านข้าง…

ด้านหลัง…

ถัดไปเป็นหอระฆังใหม่สร้างเมื่อปี ๒๕๕๗

จุดเด่นของวัดคือพระเจดีย์ทรงดอกบัวตูม ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างในรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พระยาลิไท) คราวเสด็จมาครองเมืองพิษณุโลก ๗ ปี (ระหว่างปี พ.ศ. ๑๙๐๕ – ๑๙๑๒) นับเป็นสถาปัตยกรรมศิลปะสุโขทัยที่ยังคงเหลืออยู่ในจังหวัดพิษณุโลกเพียงองค์เดียว ผมเก็บภาพมาให้เพื่อน ๆ แล้วดังนี้…

มีผู้พิทักษ์อยู่ใกล้ ๆ แต่มันไม่ยักสนใจตาแก่จากเมืองรถม้าที่กำลังจะปั่นจักรยานออกไป….

จุดหมายต่อไปคือตลาดนัดสินค้ามือสองที่วัดธรรมจักร…

FB Trip ไปพิษณุโลก – สะพานเอกาทศรถ

เชื่อมต่อระหว่างสองฝั่งแม่น้ำน่าน…  สะพานเอกาทศรถอยู่บนถนนนเรศวร ส่วนสะพานนเรศวรอยู่บนทางหลวงหมายเลข 12 โน่น! 

ห้าโมงเย็น วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๐ ผมปั่นจักรยานมาจอดริมถนนพุทธบูชา (1) ใกล้สี่แยกเชิงสะพานเอกาทศรถ (3) ตรงหน้าศาลพระพรหม (2)

มองไปที่สี่แยก (3) เห็นตำรวจจราจรกำลังทำหน้าที่แทนสัญญาณไฟ ใกล้เวลาหยุดปฏิบัติงานแล้ว…

ด้านหลังศาลพระพรหม (2) ผมเห็นมีจุดจอดจักรยาน (bike parking) (4) รู้สึกดีที่เห็นว่าเทศบาลเมืองพิษณุโลกมิได้มองข้ามคนขี่จักรยาน…

สามารถยืนชมความงามสองฟากฝั่งแม่น้ำน่าน…

มองเห็นเรือนแพ (5)

ร้านอาหารลอยน้ำ (6)

เก็บภาพสะพานเอกาทศรถ (7) ยามเย็นมาฝากเพื่อน ๆ…

ใต้สะพานมีเส้นทางเล็ก ๆ เลียบแม่น้ำ ความจริงถ้ามีเวลาก็น่าจะหิ้วจักรยานลงบันไดลงไปปั่น…

เสียดายจัง เวลาเหลือน้อยต้องรีบไปต่อ!

FB Trip ไปพิษณุโลก – วัดท่ามะปราง

วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๐  ผมปั่นจักรยานเลียบแม่น้ำน่านไปถึงวัดท่ามะปราง แม่ค้าขายขนมจีนที่ไปรษณีย์บอกแล้วว่าวัดนี้ไม่มีอะไร… แต่ผมก็ยังอยากเห็น

หยุดเก็บภาพซุ้มประตูไว้ก่อน…

ผ่านเข้าไป ทางด้านซ้ายมือผมเห็นฌาปนสถานตั้งอยู่ติดรั้วด้านหน้า แตกต่างกับทางภาคเหนือที่เตาเผาศพส่วนใหญ่จะอยู่นอกวัดหรือที่ป่าช้า…

ถัดไปเป็นศาลาอเนกประสงค์…

นำจักรยานเข้าไปจอดใกล้พระปรางค์…

มีป้ายบอก“ประวัติศาสตร์วัดท่ามะปรางจังหวัดพิษณุโลก” ก็ต้องอ่านหน่อยเพื่อจะได้รู้ที่มาที่ไป

จากนั้นก็เดินเก็บภาพพระปรางค์มาฝากเพื่อน ๆ

เข้าไปยังพระอุโบสถ เห็นระฆังแขวนอยู่ ที่นี้ไม่ต้องมีหอระฆังสูงใหญ่เหมือนทางบ้านผม…

อุโบสถทรงสูง…

มองหาใบเสมา ผมเห็นที่ซุ้มมีกระเป๋าเป้แขวนอยู่…

ไม่ต้องแปลกใจ มีเด็ก ๆ มานั่งซ้อมเมโลเดียนด้วยกันที่หน้าโบสถ์หลังเลิกเรียน…

ถ่ายภาพอาคารเรียนไว้ ๑ บาน ก่อนที่จะปั่นจักรยานไปยังวัดเจดีย์ยอดทอง….

ออกจากวัดเวลา ๕ โมงเย็น ยังพอมีเวลาลุยต่อครับ…

FB Trip ไปพิษณุโลก – ของดีที่ไปรษณีย์

ผมคงจะอดพูดถึงของดีที่ไปรษณีย์พิษณุโลกไม่ได้!

จากสะพานนเรศวร… ผมปั่นจักรยานไปตามถนนคนรักสุขภาพมุ่งหน้าไปสะพานเอกาทศรถ

ผ่านศูนย์พฤกษศาสตร์แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปยังที่ทำการไปรษณีย์พิษณุโลก ปั่นไปจอดอยู่หน้าร้านขายกาแฟ (2) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวอาคารไปรษณีย์ (1)

ไม่มีจดหมายหรือพัสดุที่จะต้องส่ง ผมแค่มองดูอาคารสูง ๓ ชั้น คิดว่าเป็นที่ทำการไปรษณีย์ที่ใหญ่ไม่น้อย!

มีระบบไปรษณีย์ไทย ไดร์ฟทรู (Drive Thru Thailand Post) ด้วย  ผมไม่รู้ว่าทำยังไง… ไม่เคยใช้บริการ

แต่ที่น่าสนใจคือ “ขนมจีนน้ำยาปลาช่อน”  เพราะร่างกายกำลังเรียกร้องให้เติมพลังงาน…

ผมบอกแม่ค้าคนสวยวัยกลางคนว่ามาจากลำปาง เธอได้ยินแล้วเปลี่ยนเป็นอู้กำเมืองทันที บอกว่าเป็นคนเมืองแพร่มาอยู่พิษณุโลกนานแล้ว  โชคดีเหลือเกิน…ขนมจีนน้ำยาเหลืออีกเพียงชุดเดียว ผมขอให้รีบนำมาเร็วไว…

อร่อยมากกกกกกก….  กินไปคุยไป หมดเมื่อไหร่ไม่รู้ตัว!  เหลือบมองเห็นป้ายลอดช่องไปรษณีย์…ผมพูดถึง แม่ค้าหยอกว่าเคยมาแล้วซิถึงได้รู้จัก?

ไม่รู้หรอกนะ  ก็เพิ่งมีโอกาสได้สั่งมาลิ้มรสตอนนี้แหละ  มันทั้งหอมหวาน สามารถสัมผัสได้ภายในกระพุ้งแก้ม สุดยอดจริง ๆ

ของดีที่ไปรษณีย์…. มื้อนี้แค่ ๕๐ บาทเอง ! เพื่อน ๆ มีโอกาสไปเมืองพิดโลก อย่าลืมแวะไปชิมนะครับ!