ผมรักจักรยาน

คนเรา…ถ้าบอกว่าชอบอะไร รักอะไร บางครั้งคนอื่นอาจไม่เชื่อ หากไม่มีหลักฐานยืนยัน!

ถ้าผมบอกว่าผมชอบจักรยาน… บางคนอาจทำหน้าไม่ยอมรับแล้วถามกลับว่า “จริงเหรอ? ไม่เห็นมีจักรยานคันละหมื่น คันละแสนเลย!”  

อืมมม์ จริงสิ  จักรยานแพงที่สุดที่ผมเคยซื้อก็มีแต่ “เจ้ายักษ์”

DSC06816

๓ พันกว่าบาท… แพงสุดแล้ว  นอกนั้นมีแต่ถูกกว่านี้!!

giant22

ขี่จักรยาน…ผมไม่มีหมวกกันน็อคราคาแพง ในชีวิตยังไม่เคยสวมกางเกงปั่นจักรยานแบบที่มีฟองน้ำแป๊ะอยู่ตรงเป้า เสื้อหรือรองเท้าสำหรับนักปั่นโดยเฉพาะก็ไม่เคยมี  แต่ผมมีวารสาร”จักรยาน” ฉบับปฐมฤกษ์ เดือนตุลาคม ๒๕๒๓ (ราคา ๘ บาท) ก็เลยอยากจะสแกนมาให้ดู เพื่อยืนยันว่าผมก็เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งรักการขี่จักรยาน!

bicycle0

ปกหลัง…

bicycle1

นอกจากนั้นผมก็ยังมีหนังสือ “แช้มป์จักรยาน” เขียนโดย “สินธู”   หนังสือ ๑๙๓ หน้า…สมัยนั้นเล่มละ ๑๐ บาทเอง!

cycling-champ-book

เชื่อป่ะ? ว่าผมชอบจักรยาน (และรักการอ่านด้วย)

รับสมัครนักเรียนเครื่องสายรุ่น ๒

หลังจากที่ลุงน้ำชาย้ายบ้านมาอยู่ที่ห้างฉัตร แม้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างจะยังไม่เข้าที่เข้าทาง แต่สถานที่ก็พอจะใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเยาวชนได้แล้ว จึงอยากเริ่มสอนเด็กตัวน้อย ๆ ให้เล่นเครื่องสายกันต่อไป…

string-class-2-4-12

เด็กนักเรียนชั้นอนุบาล ๓ ที่ผู้ปกครองเห็นว่ามีใจรักด้านดนตรี อยากจะให้ได้เล่นเครื่องสาย เช่น ไวโอลิน วิโอล่า หรือเชลโล สามารถมาลงชื่อสมัครเรียนไว้ล่วงหน้าได้แล้ว….

กฎกติกามีดังนี้ :-

  • ระดับอนุบาลไม่ต้องเสียค่าเรียน
  • พอขึ้นชั้นประถม หากตั้งใจจริงและยังสนใจ สามารถเรียนฟรีต่อไปได้เรื่อย ๆ
  • ผู้ปกครองต้องจัดหาเครื่องดนตรีตามขนาดที่เหมาะสมให้เด็กได้ใช้เรียนและฝึกซ้อม
  • ผู้ปกครองต้องส่งนักเรียนไปเรียนที่บ้านห้างฉัตรอย่างสม่ำเสมอ (ไม่เรียน ๆ หยุด ๆ)
  • หากมีปัญหานักเรียนไม่อยากเรียน ไม่อยากฝึกซ้อม แล้วต้องเลิกเรียนไปในที่สุด ผู้สอนไม่ขอรับผิดชอบในเรื่องเครื่องดนตรีที่ซื้อมาใช้
  • นักเรียนต้องยืนเรียน ผู้ปกครองต้องไม่ซื้อเก้าอี้ให้นั่ง
  • นักเรียนต้องซ้อมแบบฝึกหัดที่มีให้อย่างสม่ำเสมอ
  • ผู้ปกครองต้องดาวน์โหลดตำราเรียนไปพิมพ์เอง
  • ประกาศรับตั้งแต่บัดนี้จนถึงสิ้นปี ๒๕๕๖
  • เริ่มเรียนเดือนมกราคม ๒๕๕๗
  • หากมีนักเรียน ๔ คนขึ้นไป จะสอนพร้อมกันเป็นกลุ่ม โดยใช้เวลา ๒ ชั่วโมง (๑๓.๐๐ น. – ๑๕.๐๐ น. มีพักครึ่ง)
  • ถ้าจำนวนนักเรียนน้อยกว่า ๔ คน เบื้องต้นจะสอนแบบตัวต่อตัวครั้งละครึ่งชั่วโมง พอขึ้นซูซูกิเล่ม ๒ จะขยายเวลาเป็น ๑ ชั่วโมง

กระจองงอง ๆ เจ้าข้าเอ๊ย….

ศาสตราจารย์ระพี สาคริก

ศจ. ระพี สาคริก - ภาพสแกนจากรูปที่ได้ตัดเก็บไว้

ศจ. ระพี สาคริก – ภาพสแกนจากรูปที่ได้ตัดเก็บไว้

ศาสตราจารย์ ระพี สาคริก คือ ปูชนียบุคลลที่ผมเคารพและศรัทธายิ่งนัก…

ผมได้ติดตามผลงานของท่านทั้งบทความ หนังสือ รายการโทรทัศน์  ตลอดจนจดหมายที่ท่านเขียนไปถึงหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ด้วยความเป็นห่วงบ้านเมือง  ด้วยความชื่นชม…

บุคคลเช่นนี้ผมสามารถก้มกราบลงแทบเท้าได้อย่างสนิทใจ

เว็บไซต์ของอาจารย์ระพี คือ www.rapee.org เป็นแหล่งวิทยาทานที่มีหนังสือไว้ให้ผู้สนใจได้ดาวน์โหลดไปอ่านมากมาย (คลิกดูรายชื่อหนังสือได้ ที่นี่ )

rapeebook019

“อนิจจาการจัดการการศึกษาไทย” (คลิกดาวน์โหลดได้ ที่นี่) เป็นหนังสือหนา ๙๘ หน้า  ในย่อหน้าสุดท้ายของ “ปรารภจากผู้เขียน” (หน้า ๖) สรุปไว้ว่า…

หากใครสามารถมองได้ลึกซึ้งย่อมพบว่า สิ่งซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญ คือวิญญาณที่มอบให้กับชนรุ่นหลัง รวมทั้งผู้คนผู้ใช้ชีวิตอย่างซื่อสัตย์อยู่กับพื้นดิน อันถือเป็นสื่อความรักที่แท้จริงจากใจคนอย่างเป็นธรรมชาติ

ผมอยากให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันมาก ๆ

rive1

เมื่อวานนี้ ผมได้ดูการถ่ายทอดสด การเสวนาว่าด้วยเรื่อง “ทางออกที่สุจริตเพื่อกอบกู้วิถีข้าวไทยในอนาคต” ซึ่งจัดที่ห้องประชุม 212 อาคารมหิตลาธิเบศร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย…

DSC07192

ได้เห็นอาจารย์ระพีไปนั่งฟังอยู่ด้วย…

great-teacher1

ผมรู้สึกดีใจมากครับ…

๔๐ ปี ๑๔ ตุลา

october14-1

เช้าวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ผมไปถึงสนามหลวง เมื่อมีเสียงปืนดังเป็นข้าวตอกแตกมาจากทางด้านกรมประชาสัมพันธ์…

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้มีประสบการณ์อยู่ในสถานการณ์สู้รบ มีกระสุนจริงวิ่งออกจากปากกระบอกปืนของทหารซึ่งเริ่มกวาดล้างผู้คน ความรู้สึกของผมขณะนั้นไม่ใช่การนั่งชมภาพยนต์เรื่องวันเผด็จศึก (The Longest Day) อยู่ในโรงภาพยนต์สุริวงศ์ แต่มันคือความเป็นจริง เมื่อได้วิ่งอยู่กลางสนามหลวง ท่ามกลางผู้คนสับสน  ได้เห็นผู้เสียเลือดเนื้อ  (แปลกใจตัวเองว่าทำไมตอนนั้นจึงไม่ได้นึกถึงความตายแม้แต่น้อย ทำไมถึงไม่ได้นึกถึงพ่อแม่ที่เชียงใหม่เลย!! ถ้าวันนั้นผมโดนกระสุนตายไป พ่อและแม่คงจะเสียใจมาก ๆ)

ผมวิ่งไปท่าพระจันทร์ ลงเรือข้ามฟากไปศิริราชแล้วบริจาคโลหิต  (เจาะกันแบบสด ๆ)

ผ่านมา ๔๐ ปี ความทรงจำเลือนลางไปเกือบหมดแล้ว  แต่ยังพอเห็นภาพตัวเองขึ้นไปอยู่บนหลังคารถเมล์  เดินจากหน้ากรมประชาสัมพันธ์ไปตามถนนราชดำเนิน (ทหารถอยไปหมดแล้ว) ได้เห็นเพลิงกำลังลุกไหม้ซากรถยนต์และอาคาร บชน.!!

มีคนนำริบบิ้นสีดำเล็ก ๆ มาติดให้ที่แขนเสื้อ…

เย็นวันนั้นผมเดินไกลมาก…จากถนนราชดำเนินกลับไปบางซ่อน พบพี่ชายที่ร้านจวง (หน้าโรงเรียนภิรมย์วิทยา) เราโผเข้ากอดกันแล้วร้องไห้ ตอนนั้นมืดแล้ว!

ผมจำได้แค่นั้นจริง ๆ

ชีวิตผมได้ผ่านเหตุการณ์ประวัติศาสตร์มาแล้วถึง ๔ ทศวรรษ   ทุกวันนี้เลือดในกายก็ยังคงร้อนระอุ เมื่อได้เห็นการโกงกิน การเอารัดเอาเปรียบ และการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ผมน้ำตาซึมเมื่อได้เห็นคนแก่ผู้รักชาติที่ไปชุมนุมประท้วงเผด็จการทรราช…

ในขณะที่บ้านเมืองวิกฤต  ลึก ๆ แล้ว…ผมยังหวังว่าสักวันหนึ่งประเทศไทยอันเป็นที่รักก็จะกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง

แต่ตอนนี้หัวใจผมอ่อนล้าเหลือเกิน…

รวมเพลงเอกของ สง่า อารัมภีร

arampe

วันนี้ผมหยิบหนังสือ “รวมเพลงเอกของ สง่า อารัมภีร ออกมาซ่อมสันปก  เป็นหนังสือที่พิมพ์เมื่อปี ๒๕๑๑  หนา ๓๗๒ หน้า ราคาจำหน่ายเล่มละ ๓๕ บาท…. 

หลังปกมีข้อความดังนี้…

สง่า อารัมภีร

เขาเป็นคนมีคติประจำใจอยู่สองประโยค คือ “มีแต่ความรักและให้อภัยผู้อื่น”

สง่า อารัมภีร เป็นคนที่มีอารมณ์รักอันพริ้งเพราะอยู่เสมอ เป็นคนสนุกและร่าเริงแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา เมื่อยู่ในวงเพื่อนฝูง เขาชอบเย้าแหย่คนนั้นคนนี้ด้วยความรัก และทำให้ผู้ร่วมวงได้ครื้นเครงไปตาม ๆ กัน

สง่า อารัมภีร ตัดผมเกรียนหมือนเด็กนักเรียนชั้นประถมมานมนานแล้ว เขาเป็นคนโชคดีที่ช่างมีเพื่อนฝูงมากมากเสียจริง ๆ  เขาเที่ยวได้คบหาใครต่อใครไปทั่วทุกวงการ และแต่ละวงการเขาก็ได้เพื่อนไว้แทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นวงการบันเทิง วงการประพันธ์ วงการหนังสือพิมพ์ เขาชอบคบคน

ปัจจุบันนี้ สง่า อารัมภีร มีวัยล่วงกลางคนเข้าไปแล้ว เพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกันต่างก็เพลียกับชีวิตที่ได้ผ่านมา และได้หาความสุขอย่างสงบ ๆ อยู่กับบ้านกับช่อง แต่สง่า อารัมภีร ยังไม่เพลีย เขายังคงคบหาชุมนุมอยู่กับเพื่อนฝูงต่อไป เพื่อนฝูงรุ่นเดียวกันหายากก็คบรุ่นสอง แล้วก็รุ่นน้อง ๆ จนเดี๋ยวนี้ สง่า อารัมภีร มีแต่เพื่อนที่เรียกเขาว่า “ลุงแจ๋ว” อยู่เป็นส่วนมาก

ภาพครูแจ๋ว ที่มา – dailynews.co.th

ภาพครูแจ๋ว ที่มา – dailynews.co.th

ในหนังสือเล่มนี้ จากหน้า ๓๒ ถึงหน้า ๑๓๓ เป็นบทเพลงซึ่งขับร้องโดยสุเทพ วงศ์กำแหง…

young-sutep

สุเทพ วงศ์กำแหง คือนักร้องในดวงใจของผม ท่านเป็นห่วงเป็นใยบ้านเมืองยิ่งกว่านักร้องคนอื่น ๆ ในรุ่นเดียวกัน…

sutep

sutep-song1

พอดีวันนี้ได้ไปบรรเลงเพลงเก่า ๆ ที่วัดนาก่วมใต้ ผมเกิดแรงบันดาลใจที่จะอนุรักษ์และนำเสนอเพลงเก่าในอดีตให้มากขึ้นครับ!

Freight train to Singapore – ไป Twin Towers

 ๙ เมษายน ๒๕๕๒ วันนี้ผมวางแผนแล้วว่าจะต้องไปเยือน Petronas Towers  คิดว่าถ้ามากัวลาลัมเปอร์แล้วไม่ได้ขึ้น Twin Towers ก็คงจะคล้ายกับไปหลวงพระบางแล้วไม่ได้ขึ้นพูสี!  คือถึงก็เหมือนไม่ถึง!!

P1010939

จาก China Town ถ้าจะไป Petronas Towers ก็ต้องขึ้น LRT  (Light Rail Transit) ที่สถานี Pasar Seni  (ผมเคยเขียนว่าเป็น MRT – Mass Rapid Transit)

P1010832

P1010834

จากที่พัก… เดินแค่แป๊ปเดียวก็ถึงสถานีรถไฟฟ้า Pasar Seni   วันนี้จะเป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้นั่งรถไฟฟ้า LRT ของมาเลเซีย…

P1010835

ก่อนขึ้นบันไดเลื่อน… ผมถ่ายภาพขีวิตไว้ ๑ บาน 

P1010836

ผมบอกเจ้าหน้าที่ประจำเค้าเตอร์ว่าจะไป Twin Towers  เค้าแนะนำให้ไปลงที่สถานี KLCC   ซื้อตั๋วไปกลับ (๓.๒ ริงกิต)เลย  ได้บัตรมา ๒ ใบ…

P1010837

ดูที่ป้ายจะเห็นได้ว่า จาก Pasar Seni ไป KLCC  ต้องผ่านอีก ๓ สถานี…

P1010838

ต้องไปรอรถที่ชานชาลา 1  หาไม่ยากเพราะมีป้ายบอกชัดเจน  ตรงทางผ่าน…ผมต้องศึกษาการใช้บัตรด้วยตนเอง

lrt-ticket

เอาบัตรสอดเข้าไป แผงกั้นสีแดงก็เปิดให้เดินผ่านเข้าไปได้  บัตรจะวิ่งปู๊ดไปรออยู่ที่ช่องข้างหน้าโน่น อย่าลืมหยิบเอาไปด้วย เพื่อใช้ตอนออกจากสถานี KLCC

P1010845

ผมบันทึกไว้ว่า…

รถไฟมาถึง ประตูเปิดออก รอให้คนลงแล้วเดินตามผู้โดยสารอื่น ๆ ขึ้นรถ  ไม่มีเบาะว่าง…ต้องยืน  ประตูปิด รถวิ่ง—-> มีเสียงบอกว่ากำลังจะเข้าสถานีอะไรดังออกทางลำโพง  รถเหวี่ยงทำให้เซไปเซมา มีชายวัยกลางคนหนึ่งลุกให้นั่ง  (เขาคงจะสงสารนักท่องเที่ยวผมขาวที่มือข้างหนึ่งหอบสมุดและแผนที่ อีกข้างหนึ่งต้องโหนห่วงจับยึดเอาไว้)  กล่าวขอบคุณแล้วนั่งลง… 

P1010843

ถึงแล้วครับสถานี KLCC…

P1010840

เห็นทางออกแล้ว ถ้าจะผ่านได้ ก็ต้องนำบัตรที่ถือมาเสียบเข้ากับเครื่อง เพื่อทำให้แผงกั้นเปิดออกโดยอัตโนมัติ  ครั้งนี้เครื่องจะกลืนบัตรเก็บไว้เลย ไม่โผล่ออกมาให้เห็นอีก…

P1010841

ผมเดินตามผู้คนไปอย่างไม่เร่งรีบ…

P1010844

ในที่สุดก็โผล่สู่โลกภายนอก…

P1010848

เห็นอาคารสูงมากมาย รวมทั้งเจ้า Petronas Towers ที่อยากมาเห็นด้วยตา

P1010857

มองดูเวลา  อืมมมม์…เพิ่งจะ ๑๑ โมงกว่า ผมยังมีเวลาออกเดินสำรวจอีกเยอะ!

Freight train to Singapore – ลาก่อน lake garden

P1010779

ได้เวลากลับที่พัก การหาทางออกจาก Lake Garden เป็นเรื่องไม่ยาก แค่มองหาตึกสูงที่อยู่ข้างหน้าแล้วเดินไปทางนั้น…

P1010769

เจอทางเข้าท้องฟ้าจำลอง (Planetarium) แต่เย็นแล้ว…ผมไม่มีเวลาพอที่จะเข้าชม ได้แต่คิดในใจว่าถ้ามีโอกาสจะมาเยือนกัวลาลัมเปอร์อีกครั้ง แล้วจะให้เวลาตัวเองสัก ๒ วันสำหรับการเที่ยวชมแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ใน Lake Garden…

P1010770

P1010771

เดินผ่าน Stonehenge…

P1010772

P1010773

P1010774

P1010775

หยุดอ่านหน่อย…

Stonehenge, the stone circle in Salisbury Plain, England, is an ancient monument with astronomical connections it is believed to have been built around 3,000 to 4,000 years ago.  The stones are arranged so that the shadows of certain stones cast by sunlight would point exactly toward the centre of the circle on the shortest and longest days of the year.

P1010777

P1010776

เจอทางออกแล้ว…

P1010781

ลาก่อน Lake Garden ปอดใหญ่ของกรุงกัวลาลัมเปอร์…

P1010778

ในบันทึกผมเขียนไว้ว่า…

เดินหาทางกลับที่พัก โดยยึดลำคลองเป็นหลัก ในที่สุดก็กลับถึงที่พัก  ร้อนจัด…ต้องรอให้คลายร้อนเสียก่อนจึงค่อยอาบน้ำ ซักเสื้อเชิ้ตตัวที่ใส่และเสื้อจิงโจ้ด้วย  พักผ่อนก่อนที่จะออกไป 7-11  ซื้อขนมปังโฮลวีท (๓ ริงกิต) และนมขวดเล็ก ๑ ขวด (๑.๔๐ ริงกิต) กลับมากิน…

เช็คเมลที่หน้าฟร้อนท์ (๓๐ นาที ๒ ริงกิต) แล้วกลับเข้าห้องเพื่อพักผ่อนนอนหลับ…

คืนนี้้ผมนอนหลับเป็นตายเลยครับ…