จดหมายจากปีนัง

DSC03940w

เพิ่งเขียนเรื่อง “เครื่องทำน้ำอุ่นเสีย!” ในบล็อก “ช่างเหอะ” เสร็จ… ผมรู้สึกเวียนหัวนิด ๆ แต่ก็ยังอยากจะอัพเดทบล็อก “ฟังลุงน้ำชาคุย(โม้)” ให้ได้! วันนี้คงต้องอาศัยเครื่องทุ่นแรง ผมหยิบ aerogram ขึ้นมาจากกองสัมภารก ๑ ฉบับ…

letter-from-penang 

เป็นจดหมายที่ผมเขียนส่งจากเกาะปีนัง ประเทศมาเลเซียถึงแม่  เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ ตอนนั้นผมปั่นจักรยานจากหาดใหญ่ไปสิงคโปร์ เพื่อหาเรือเดินทางไปยังออสเตรเลีย  ผมเขียนบอกแม่ว่า…

พรุ่งนี้แล้วที่ผมจะเดินทางออกจากปีนัง รวมแล้วผมได้ใช้เวลาอยู่บนเกาะนี้ ๔ คืนด้วยกัน ปีนังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่ง นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวปีนัง ๔ วัน ๔ คืนอย่างผม อย่างน้อยก็ต้องจ่ายเป็นพัน แต่ผมจ่ายไม่ถึง แต่ก็ยังนับว่ามาก คือประมาณ ๕๐๐ บาท อย่างเมื่อกี้นี้ผมก็เดินไปในเมืองเพื่อหาซื้อขนมปังเป็นอาหารสำรอง เห็นเขาขายเสื้อยืดมีรูปเกาะปีนัง ก็อดซื้อไม่ได้ ตัวละตั้ง ๕๐ บาท แต่ก็อยากได้ ตกลงออกไปเดินไม่ถึงชั่วโมง หมดไปเกือบร้อยบาทแล้ว (เสื้อ ๕๐ บาท, ขนมปัง ๑๐ บาท, ขนมเค้ก ๓๕ บาท)  พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางต่อแล้ว…

วันนี้ผมขี่จักรยานไปชายหาดที่สวยงามของปีนัง ซึ่งอยู่ห่างจากที่พักออกไปประมาณ ๒๒ กิโลเมตร ผมเห็นหาดแห่งหนึ่งไม่มีคนเลย จึงแวะลงไปอาบน้ำทะเล และที่เดียวกันนั้นก็มีน้ำจืดใสเย็นจากน้ำตกไหลลงมาที่ชายหาดด้วย  ผมจึงได้เล่นทั้งน้ำทะเลและน้ำจากน้ำตกในเวลาเดียวกัน สถานที่ท่องเที่ยวของเขาสงบมาก และเป็นธรรมชาติมากที่สุด

เมื่อวานนี้ผมไปสวนแห่งหนึ่งมา เขาทำไว้สวยมาก นอกจากนั้นยังมีลิงมากมายอยู่กันตั้งแต่ทางเข้าจนถึงข้างใน คนไปเที่ยวก็ซื้ออาหารและผลไม้โยนให้ ผมมาเที่ยวอย่างนี้แล้ว อยากให้แม่ได้เที่ยวเห็นอย่างผมบ้าง…

ผมพักที่โรงแรมแห่งนี้ ราคาคืนละ ๔๕ บาท เป็นห้องที่มีเตียง ๕ เตียง ห้องน้ำห้องท่าอยู่ข้างนอก คนที่อยู่ข้าง ๆ ผมชื่อ “แอนดรู” มาจากออสเตรเลีย (เมืองเดียวกับแฟรงค์) เราคุยกันมากเหมือนกัน เขาบอกว่าภาษาอังกฤษของผมดี จะไม่มีปัญหาที่จะพูดในออสเตรเลีย บอกด้วยว่าผมจะหางานได้ไม่ยาก และได้เงินดีด้วย ทำความสะอาดชั่วโมงหนึ่งก็เกือบ ๒๐๐ บาท ถ้าวันนึงทำ ๘ ชั่วโมงก็ได้หลาย เขาบอกว่าทำงาน ๙ เดือนก็มีเงินเที่ยวต่างประเทศได้ถึง ๖-๗ เดือน  นอกจากนั้นยังให้กำลังใจอีกว่าถ้าไปถึงเมืองเพริธก็คงจะหางานเล่นดนตรีได้ และได้เงินดีด้วย

พรุ่งนี้เราต่างคนก็จะเดินทางออกจากปีนังแล้ว เมื่อเช้านี้ญี่ปุ่น ๒ คนก็ออกจากโรงแรมนี้เดินทางไปประเทศไทย พักโรงแรมแบบนี้นับว่าถูกที่สุด แต่ได้พบคนหลายชาติที่เดินทางแบบประหยัด ต่างคนต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผมออกมานั่งเขียนจดหมาย ฝรั่งสาวคนหนึ่งก็ชงชาร้อนให้กิน

การเดินทางจากปีนังไปกัวลาลัมเปอร์คงต้องใช้เวลาถึง ๔ วัน และคงไม่มีโอกาสได้พักโรงแรม ผมจะต้องมาหาทำเลที่จะค้างคืน เช่นใต้สะพาน บนเนินเขา หรือที่พักข้างทางที่ไม่มีคนสนใจ ผมจะต้องหาแม่น้ำลำคลองที่จะซักผ้า…  ขอให้แม่ไม่ต้องเป็นห่วง เมื่อถึงกัวลาลัมเปอร์ ผมจะเขียนบอกทันที…. (พลิก)

คัดลอกมาหมดทั้งหน้าเลยครับ เขียนด้วยปากกา Rotring ขนาด 0.5 มม… ผมต้องเขียนตัวใหญ่ เพื่อให้แม่อ่านได้ง่าย!

การเดินทางครั้งนั้นไม่มีภาพประกอบ เพราะผมไม่ได้พกกล้องไปด้วย  รูปที่ถ่ายใน George Town หรือเกาะปีนัง..ผมมีแต่ในทริป “Freight Train to Singapore” ซึ่งยังไม่ได้เขียนให้เพื่อน ๆ อ่าน….

คิดได้แล้ว…เดี๋ยวผมเขียนเรื่อง “Freight Train to Singapore” เกี่ยวกับการนั่งรถไฟจากเชียงใหม่ไปสิงคโปร์ เมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๒ ดีกว่า  ง่ายดี! 

Published in: on กรกฎาคม 30, 2013 at 11:25 pm  ให้ความเห็น  

วันภาษาไทยแห่งชาติ

mom1

๒๙ กรกฏาคม ๒๕๕๖  วันนี้เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ ผมขออนุญาตเขียนเรื่องแม่ปราณีอีกสักหน่อยนะครับ… 

แม่เคยเล่าให้ฟังว่า แม่เรียนหนังสือได้นิดเดียวเอง  คือเรียนกับ “ครูทองหยิบ” โดยใช้ “แบบเรียนเร็วใหม่” ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

แบบเรียน.jpg

brr2

(ที่มาของภาพ – bansok-pisit.com)

เรียนจนอ่านออกเขียนได้แล้ว แม่ก็ได้อ่าน “สังข์ทอง” ตอนเลือกคู่  

sangthong

(ที่มาของภาพ – thaigoodview.com)

“ยังไม่ทันได้อ่านตอนหาเนื้อหาปลา ป้าสมบุญก็มาเอาแม่ออกไปช่วยเรียงพลู”  แม่เล่าให้ฟังเช่นนั้น  

ผมภูมิใจที่แม่เป็นคน bilingual คือพูดได้ทั้งไทยและจีน (แต้จิ๋ว)  เรียนหนังสือจีนที่ศาลเจ้าพ่อกวนอู…แม่บอกว่าไม่ต้องเสียตังค์เพราะตอบแทนด้วยการสอนภาษาไทยให้ครูซึ่งมาจากเมืองจีน แม่ร้องงิ้วได้ด้วย เขียนได้ทั้งไทยจีน ผมอยากนำ “จดหมายจากแม่” มาให้ดูอีกสักครั้ง

letter-from-mom-23-12-30

พอดีตัวหนังสือจีนที่แม่เขียนไว้ ผมยังหาไม่เจอ อย่างไรก็ตามวันนี้ซึ่งเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ ผมก็ดีใจที่ได้คุยเรื่องการเรียนหนังสือไทยของแม่…

แม่เป็นคนชอบขีดชอบเขียน  ขนาดไปฟังเทศน์ในช่วงเข้าพรรษาปี ๒๕๓๑ ก็ยังบันทึกไว้เลย…

2-the-temples

ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น ผมก็เลยชอบขีดเขียนเหมือนแม่! 

Published in: on กรกฎาคม 29, 2013 at 9:44 pm  ให้ความเห็น  

Normandy and Brittany

the-battle-of-Normandy

วันดีเดย์ (D-Day) คือวันที่ 6 มิถุนายน ๒๔๘๗ เมื่อกองกำลังพันธมิตรกว่า ๑๐๐,๐๐๐ นายยกพลขึ้นบกที่ Normandy ประเทศฝรั่งเศส นับเป็นเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ในสงครามโลกครั้งที่สอง (1939-1945) !

ใน Encyclopædia Britannica’s Guide to Normandy 1944  เขียนไว้ว่า…

On June 6, 1944, a date known ever since as D-Day, a mighty armada crossed a narrow strip of sea from England to Normandy, France, and cracked the Nazi grip on western Europe.

d-day0

เมื่อสงครามสิ้นสุด…บ้านเมืองคงเต็มไปด้วยซากสลักหักพัง!   แล้วก่อนหน้านั้นสัก ๒๐ ปีหละ  Normandy จะเป็นเช่นไร?  ผมคิดว่าคงจะสงบและงดงาม เป็นสถานที่ท่องเที่ยวมีชื่อแห่งหนึ่งของฝรั่งเศส  ( ผมบอกไม่ได้…เพราะยังไม่เกิด!  อิอิ )

วันก่อน…ผมค้นกองสัมภารก ไปเจอคู่มือนำเที่ยว Normandy และ Brittany เข้า!

cook's-guidebook

เพื่อน ๆ คงคุ้นเคยกับคัมภีร์นักเดินทางของ Lonely Planet แต่อาจไม่เคยเห็น Cook’s Traveller’s Handbook เล่มที่ผมมีอยู่!

map-normandy

เนื้อกระดาษเปื่อยแล้ว แค่เปิดดูหน้าที่เป็นแผนที่ มันก็ขาดออกจากกันทันที!  ต้องลองจัดเรียงกัน แล้วสแกนแผนที่เมือง Dieppe  มาให้เพื่อน ๆ ได้ดูหน่อย…

normandy

เพื่อน ๆ อยากทราบไหมครับว่าหนังสือเล่มนี้เก่าแก่ขนาดไหน?

preface

คำตอบคือ ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1923  ก่อนวันดีเดย์ตั้ง ๒๑ ปี!

Published in: on กรกฎาคม 28, 2013 at 11:58 pm  ให้ความเห็น  

ไอ่เหมย

chai-rd

คนชื่อ “ต้าเหมย” มีเยอะ แต่คนชื่อ “ต่าเหมย” คงมีไม่มากนัก!

คำพื้นเมือง… “ต่าเหมย” หมายถึง “ตาลอย” คือดวงตาไม่ได้อยู่ตรงกลาง อย่างที่เห็นเด็กหนุ่มในภาพ ถ้าเพื่อน ๆ ได้อ่านที่ผมเล่าเรื่อง “สายตาสั้น” ในบล็อก “ฟังลุงน้ำชาคุย” ก็คงจะทราบว่าผมเป็นคนที่สายตาสั้นมาก ๆ มาตั้งแต่ตอนเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย แว่นตาก็ไม่ได้ใส่ มองกระดานไม่เห็น เรียนหนังสือแทบไม่รู้เรื่อง ไม่รู้เหมือนกันว่าสอบผ่าน ม.ศ. ๓ มาได้อย่างไร!

exam nti

วันที่ ๙-๑๐ เมษายน ๒๕๐๙ ตอนไปสอบเข้าวิทยาลัยเทคนิคภาคพายัพ ผมก็ยังไม่สวมแว่นตา ก็ไม่รู้อีกเช่นกันว่าสอบเข้าได้อย่างไร!

ได้เข้าเรียนช่างไฟฟ้าที่วิทยาลัยเทคนิคภาพพายัพ หรือที่เรียกกันว่า “เทคนิคตีนดอย” ผมเริ่มสวมแว่นตา แต่ก็ไม่ได้สวมติดตา (คงจะอายด้วยล่ะ) ตอนนั้นยังมีตาชั้นเดียว และตาลอยอย่างที่เห็นในรูปติดบัตรประจำตัวนักศึกษารักษาดินแดน เพื่อน ๆ ที่เรียนช่างไฟฟ้าปีเดียวกันจึงพากันเรียกผมว่า “ไอ่เหมย”

just-some-friends

ผมจำได้ว่า “ยงชาย โกวรรณ” หรือ “ไอ่หล้า” (คนยืนกลาง-ภาพข้างบน) เป็นคนเริ่มต้นเรียกก่อน จากนั้นทุกคนก็เรียกตาม พอดีผมไม่มีชื่อเล่น “เหมย” จึงกลายเป็นชื่อเล่นของผมตั้งแต่นั้นมา!

ในขณะเดียวกันอาจารย์อำนาจ ทองปั้น กลับเรียกผมว่า “ไอ้หมาจู” เพราะไว้ผมปรกหน้าคล้ายทรงสี่เต่าทอง…

old_friends

พอไปเรียนต่อเทคนิคกรุงเทพ (วทก.) ปี ๒๕๑๔ ผมได้เปลี่ยนไปสวมคอนแทคเลนส์ (อ่านได้ใน “เล่าเรื่องสายตาสั้น” หรือคลิก “ที่นี่”) แปลกแท้ ๆ อยู่ ๆ ตาก็เปลี่ยนจากชั้นเดียวกลายเป็นสองชั้นโดยไม่ต้องผ่าตัด!

taloy

แต่ผมก็ยังเป็น “ไอ่(ต่า)เหมย” ของบรรดาเพื่อน ๆ มาโดยตลอด!

Published in: on กรกฎาคม 27, 2013 at 11:18 pm  ให้ความเห็น  

สัมภารก…

ความจริงเรื่องที่จะเขียนนั้นมีมากมาย แค่ดึงลิ้นชักโต๊ะทำงานออกมาแล้วเอื้อมมือลงไปดึงเศษกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่น ผมก็มีเรื่องที่จะเขียนถึงแล้ว…

DSC03911

วันนี้ ผมจำเป็นต้องค้นหาใบเสร็จรับเงินค่ามัดจำการใช้ไฟฟ้าซึ่งได้รับไว้เมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน ตอนรื้อกองสัมภารกออกมา…ได้เจอกับเอกสารหลายชิ้นที่ไม่คาดคิดว่าจะยังคงมีอยู่ อย่างเช่น บัตรประจำตัวนักศึกษาแผนกอีเลคโทรนิคส์ใบนี้   หุหุ ยังอยู่อีกหรือเนี่ย?

chai-bti

โห มีเยอะแยะเลย!  จดหมายที่เขียนถึงแม่ก็มีหลายฉบับ ลองหยิบออกมาดูซักใบซิ…

letter-to-mom-30

เป็น aerogram ที่ผมเขียนถึงแม่เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐  สมัยนั้นยังไม่มีอีเมลใช้ กล้องถ่ายรูปดิจิตอลก็ยังไม่มี  อยู่เมืองนอกก็ได้แต่เขียนลงใน aerogram แล้วส่งลงตู้รับจดหมายด้วยความหวังว่าประมาณสัก ๑ สัปดาห์ก็คงจะถึงมือผู้รับ  แต่ aerogram ฉบับนี้เร็วมาก ถูกประทับตราที่ Perth วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ เวลา ๔ ทุ่ม วันที่ ๖ ก็ถึงเชียงใหม่แล้ว!

ผมเขียนบอกแม่ว่า….

ผมได้ย้ายที่อยู่ใหม่แล้ว ตอนนี้เช่าแฟลตอยู่กับเพื่อนชาวออสเตรเลียชื่อ “รูดี้” ผมต้องจ่ายอาทิตย์ละ 40 เหรียญ ซึ่งเท่า ๆ กับที่จ่ายหอพักที่ย้ายออกมา ที่นี่ดีกว่ามาก มีสองห้องนอน มีห้องรับแขก และห้องน้ำเป็นสัดส่วน ครัวก็มีให้ พร้อมตู้เย็นและเตาอย่างดี รูดี้เช่าโทรทัศน์ไว้ด้วย ทำให้หายเหงาได้มาก  เขากำลังติดต่อขอโทรศัพท์ ภายใน ๒-๓ วันก็ได้แล้ว หากมีโทรศัพท์การติดต่อสื่อสารก็จะดีขึ้น ในไม่ช้าผมคงได้งานเล่นดนตรี ซึ่งมีรายได้ถึงชั่วโมงละ 20 เหรียญ…

ได้นำจดหมายกลับมาอ่านอีกครั้ง  ภาพชีวิตช่วงที่ไปออสเตรเลียครั้งแรกก็ปรากฏชัดในความทรงจำ เสียดายที่เดินทางครั้งนั้นไม่มีกล้องถ่ายรูปไปด้วย จึงหารูปมาลงให้ไม่ได้  เมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อน…คนหนุ่มสาวยุคนั้นสามารถไปแสวงหาโอกาสใหม่ในออสเตรเลียได้ไม่ยากเลย  แค่มีเงินสักก้อนลงทะเบียนไปเรียนภาษาอังกฤษ แล้วหางานทำไปด้วย ก็อยู่ได้แล้ว คนไทยสู้งานหลายคนมีโอกาสตั้งเนื้อตั้งตัวได้ที่นั่น!

ผมเขียนบอกแม่ว่า…

ย้ายเข้าบ้านใหม่ ทุกอย่างสะดวกขึ้น อากาศก็ดีกว่าที่หอพัก ทำให้บางทีนึกอยากพาแม่ไปอยู่ด้วย แต่คิดแล้วก็คงสู้เชียงใหม่ไม่ได้  (ชีวิตที่ออสเตรเลีย ถ้ามีงานทำเป็นหลักจะดีกว่าที่ประเทศไทย เพราะระบบการปกครองของเขาดีพอสมควร ที่ดินราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อในชนบท  และตำรวจทำงานดีมาก ไม่มีการกินเงิน หรือแบ่งชนชั้นแบบเมืองไทย)….

ตอนท้ายผมเขียนว่า…

เกือบ ๓ เดือนแล้ว ที่ผมออกจากบ้านไป  ผมยังจำวันที่ ๙ พ.ย. ได้ดี วันนั้นฝนตกปรอย ๆ เมื่อผมขี่จักรยานไปสถานีรถไฟ แม่อวยพรให้ผมเมื่อผมก้มกราบลาแม่…..

อ่านแล้วคิดถึงแม่จังเลย!

ผมลืมบอกไปว่าแม่ชอบเรียกกองเอกสารของผมว่า “สัมภารก”

Published in: on กรกฎาคม 26, 2013 at 11:05 pm  ให้ความเห็น  

ไปเล่นแอคคอร์เดียนที่แม่ทะ…

๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖  เวลาประมาณสี่โมงเย็น ชายสามคนก็นำรถเก๋งใหม่เอี่ยมมารับผมที่บ้าน คืนนี้ผมต้องไปเล่นแอคคอร์เดียนร่วมกับวง”สหายเก่า” ในงานแต่งงานที่อำเภอแม่ทะ

รถไปจอดรวมพลบนเส้นทาง ก่อนจะเลี้ยวเข้าไปยังหมู่บ้านที่จัดงาน (ขออภัยที่จำชื่อไม่ได้)  ผมนำกล้องออกมาถ่ายภาพถนน ซึ่งมีสภาพดีกว่าทางหลวงจากย่างกุ้งไปตองยี หรือจากหลวงพระบางไปวังเวียงเอาไว้  ถนนยิ่งดี…อุบัติเหตุยิ่งมาก  ผมเห็นถนนหนทางในเมืองไทยแล้ว หาได้ดีใจไปกับความเจริญที่นำมาซึ่งความสูญเสียอย่างต่อเนื่องไม่… 

DSC04458

ถ้าจำไม่ผิด เราไปจอดรอกันที่หน้าโรงเรียนแม่ทะวิทยา สิงห์อมควันก็เลยถือโอกาสบริหารปอด!!

DSC04459

อาจารย์ขวัญชัย (มือสะล้อ)  เห็นผมถือกล้องอยู่ในมือ จึงเรียกผมแล้วยืนทำเท่ห์ให้ point and shoot….

DSC04460

DSC04462

ขอด้วย…มือกลอง (เจ้าของรถ) บอกให้ผมถ่ายภาพกับ Regency…

DSC04465

DSC04466

DSC04467

ผมไม่อยากใช้คำว่า “เข้าลึกเข้าดึก” กับการเดินทางไปเล่นงานนอกครั้งนี้ แต่ก็รู้สึกว่าไกล!  พอไปถึงก็ได้พบกับภาพบรรยากาศงดงาม…

DSC04470

DSC04479

DSC04477

แขกเหรื่อเริ่มมากันแล้ว…

DSC04472

DSC04473

เจ้าบ่าวเป็นคนเยอรมันรูปหล่อ สูง ๑๙๐ เซนติเมตร ส่วนเจ้าสาวก็สวย เป็นลูกครึ่งไทย-เยอรมัน สูงประมาณเมตรครึ่งเอง เสียดายที่ผมไม่ได้ถ่ายภาพคู่บ่าวสาวเอาไว้ แต่ก็แอบถ่ายญาติทางฝ่ายเจ้าบ่าวไว้ได้…

DSC04480

งานแต่งมีการปล่อยโคมลอยด้วย!!

DSC04482

งานนี้เลิกค่อนข้างดึก  แขกกลับกันเกือบหมดแล้ว…เจ้าภาพก็ยังสนุกสนานกับการเต้นรำอยู่บนลานหน้าเวที  ช่วงใกล้เลิก…คุณเหลา(หัวหน้าวง) ขอให้ผมร้องเพลง ผมจึงช่วยไป ๓ เพลงคือ This Land is Your Land, Tom Dooley  และ It’s Now or Never

เหนื่อยจัง…กว่าจะกลับถึงบ้านที่ห้างฉัตรได้ก็เกือบสองยาม!! 

Published in: on กรกฎาคม 25, 2013 at 11:50 pm  ให้ความเห็น  

การซ้อมครั้งที่สอง…

DSC04445

วันนี้ “วงดนตรีคนเฒ่า” ได้มาร่วมซ้อมกันอีกเป็นครั้งที่สอง ขอเลื่อนจากวันจันทร์มาเป็นวันอังคาร…ท่าน ผศ. ณรงค์ยังคงมาพร้อมกับไฟที่แรงเกินร้อย… 

DSC04443

อาจารย์มีโน้ตเพลงมาแจก แล้วยังกรุณาจัดใส่แฟ้มให้ด้วย…

DSC04448

วันนี้เรามีไมโครโฟนและเครื่องขยายเสียงสำหรับนักร้องด้วย…

DSC04447

อาจารย์สมบูรณ์ (มือเบส) ได้ตู้ Marshall ตัวใหม่มาจากอาจารย์หมู  เสียงหนักแน่นดีกว่าเก่า…

DSC04450

เราซ้อมเพลงบรรเลงก่อน…

DSC04451

แล้วตามด้วยเพลงร้อง…

DSC04452

เสียงกลองไฟฟ้ายังคงดังเร้าใจ…

DSC04446

ช่วงหลัง… นักร้องชายก็มาเสริม (อุตส่าห์ขี่จักรยานยนต์มาถึงห้างฉัตร)

DSC04453

วันนี้กว่าจะเลิกซ้อมและกลับบ้านกันได้ก็เกือบ ๖ โมงเย็น  จักรยานยนต์ของพี่สุบินสตาร์ทไม่ติด! ช่วยกันซ่อมอย่างไรก็ไม่สำเร็จ (ไม่มีบล็อคขันหัวเทียน) ในที่สุดก็ต้องฝากแมงกะไซค์ไว้ก่อน!

วันก่อนผมบอกว่า “วงดนตรีคนเฒ่า” จะได้ออกแสดงในวันที่ ๔ เดือนหน้านี้ นั่นเป็นข้อมูลที่ผิด จริง ๆ แล้วเป็นวันที่ ๘ ช่วงค่ำ ๆ ที่ลานวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปางครับผม!

ไผซอบฟังเพลงบ่าเก่า… ก่อไปแอ่วกั๊นได้เน้อ!

Published in: on กรกฎาคม 23, 2013 at 11:55 pm  ให้ความเห็น  

ผู้มาเยือน…

DSC03883

วันที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๕๕ ผมย้ายเข้าอยู่บ้านใหม่ที่ห้างฉัตร  เป็นฤกษ์งามยามดี…ก็เลยทำให้อยู่เย็นเป็นสุข  ทุกอย่างดูราบรื่น…

แม้ว่าจะอยู่ไกลจากตัวเมืองลำปางถึง ๑๐ กว่ากิโลเมตร แต่ก็มีผู้คนแวะมาเยี่ยมเยียนมากกว่าที่บ้านปงแสนทอง  วันนี้ท่านผู้พันมือไวโอลินจากเมืองแพร่ ก็เป็นอีกผู้หนึ่งซึ่งแวะมาเยือน ผมถือโอกาสให้ท่านได้ลองเล่น accordion เยอรมัน ซึ่งผู้ใจดีมอบให้ 

DSC04420

ท่านผู้พันฯ ยังได้ดูหนังสือตำราแอคคอร์เดียนที่ผมได้รับมามากมายหลายเล่ม…

DSC04429

ช่วงบ่าย ๆ… ครูป้อมก็พาคุณอารีย์มาเยี่ยม ไม่คิดเลยว่าคนระดับเจ้าของโรงงานเซรามิกจะมาเยือนลุงน้ำชาถึงอำเภอห้างฉัตร!

DSC04439

ya

ให้เกียรติมาเยือน ผมก็ดีใจเป็นล้นพ้นแล้ว แต่เนี่ยยังนำยาบำรุง(ราคาแพง) มาแบ่งให้รับประทานอีก ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ!

วันนี้ได้รับอีเมลจากเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งแจ้งว่า…

“…แวะมาเยี่ยมชม blog ของลุงน้ำชา ที่น่าสนใจคือเกี่ยวกับกิจกรรมการสอนดนตรีให้แก่เด็ก ๆ …………..ผมอายุก็ปาไป 45 ปีแล้ว… สนใจอยากจะดีดๆ สี สี Violin  ไม่รู้ว่าการเรียน กอไก่ ทางดนตรีมันจะยากเพียงใด….เด็ก ๆ ของคุณลุงน้ำชายังทำได้เลย…. ผมขอแวะมาเป็นกัลยาณมิตรด้วยคนนะครับ หากมีกิจกรรมใด เพื่อสังคมเราจะได้ร่วมแรงแก่กันและกัน….

freshy

นอกจากนั้นผมยังได้อ่าน comment ในบล็อก “ฟังลุงน้ำชาคุย” ในหัวข้อ วารสาร วท.ก. ว่า…

ขอเป็น แฟนคลับ รุ่นพี่ วท.ก ติดตามเรื่องราวที่เขียนในแต่ละตอน มีความสุข และได้ความรู้มากมาย ขออนุญาติ นำ ข้อมูลวารสารของ วท.ก ไปให้เพื่อนๆ ศิษย์เก่า “รั้วมหาเมฆ” ได้ชื่นชมกันนะคะ

ขอบคุณมาก ๆ ครับ ผมรู้สึกดีใจที่ได้รับทราบว่าสิ่งที่ทำมาเรื่อย ๆ ตามประสาคนที่มีศักยภาพและเงินทุนน้อยนิดจะผลิดอกออกผลเกิดเป็นความงดงามเล็ก ๆ ขึ้นในสังคม มันทำให้ผมมีกำลังใจที่จะก้าวหน้าเดินต่อไป…

พูดถึง วงดนตรีเด็ก ๆ  ผมก็อยากเห็นนักดนตรีในวงเครื่องสายมีวินัยในการบรรเลงร่วมกัน ไม่ต้องให้ครูตั้งสายให้อีกต่อไป  อยากเห็นเด็กเล็กขนาดน้องเมเปิลเล่น Humoresque  ของ Dvořák ให้ได้อีกหลาย ๆ คน…

ลำปางก็ยังคงเป็นลำปาง เจริญขึ้นมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีห้างใหญ่ ๆ เปิดขึ้นหลายแห่ง รวมทั้ง Central Plaza ซึ่งผมยังไม่เคยขึ้นไปดู แต่กิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็ก ๆ ก็ยังคงเงียบ ๆ อยู่!

DSC04405

หันมาดูวงดนตรีคนเฒ่า วันพรุ่งนี้เรามีนัดซ้อมกันอีก ผมรู้สึกดีใจที่ได้ทราบว่าวันที่ ๔ เดือนหน้าจะมีโอกาสได้ไปบรรเลงจิตอาสาร่วมกัน ถ้ามีความคืบหน้าเช่นไร ผมจะรายงานให้ทราบต่อไป…

ขอขอบคุณผู้มาเยือนทุก ๆ ท่าน…ไม่ว่าจะเป็นการมาหาถึงบ้านหรือที่เข้ามาอ่านบล็อกเล็ก ๆ แห่งนี้!

Published in: on กรกฎาคม 22, 2013 at 9:12 pm  ให้ความเห็น  

travellin’ light ไปพม่า

ผมยังไม่ได้เริ่มทริปใหม่นะครับ  ยังก่อน ๆ เพียงแต่วันนี้อยากฉายหนังตัวอย่างเพื่อโฆษณาทริปใหม่ซึ่งผมตั้งชื่อไว้ว่า “travellin’  light ไปพม่า” เท่านั้น…

cliff

อย่างที่  Cliff Richard ร้องไว้ในเพลง Travellin’  light ว่า “I got no bags and bags to slow me down….” ผมจึงอยากหันกลับไปใช้วิธีหิ้วกระเป๋าลูกเดียวขึ้นเครื่อง อย่างเช่นเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ซึ่งมีข้าวของอย่างที่เห็นในภาพ…

my_belongings

กล้องถ่ายรูปก็จะใช้เจ้า Sony DSC-W110 ซึ่งพกใส่กระเป๋ากางเกงได้สบาย ๆ  หน่วยความจำขนาด 8GB สามารถเก็บภาพได้ ๒-๓ พันบาน…ผมไม่ต้องหาที่ถ่ายโอนไฟล์  นอกจากชาร์จแบตฯ แล้วกดชัตเตอร์ลูกเดียว!!  เสื้อจิงโจ้คงต้องนำไปด้วยสัก ๒ ตัว  กะลาก็ไม่ใช้แล้ว!   เรียกว่าไปแบบตัวเบาว่างั้นเหอะ!

แล้วไปไหนล่ะ?  ก็ไปพม่าไง…ตามชื่อทริปเลย  ผมจองตั๋ว Air Asia ไว้แล้ว…

flight-detail

ไปพม่าคราวนี้ ผมกะว่าจะขอวีซ่าทางเว็บ ทำให้ไม่ต้องไปเสียเวลาอยู่ในกรุงเทพ  ดังนั้นวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๗ ผมก็นั่งรถโดยสาร บขส. จากสถานีขนส่งอาเขต เชียงใหม่ ไปลงที่สนามบินดอนเมือง  ออกเดินทางวันรุ่งขึ้นเวลา ๑๐.๕๐ น. ถึงมัณฑะเลย์ ๑๒.๑๐ น.

คราวนี้ตั้งใจอยู่ ๒ อาทิตย์เลยล่ะ กลับเมืองไทยวันที่ ๑๗ เมษา สิ้นสงกรานต์พอดี!!

ตั้ง ๑๐ กว่าวัน… ถ้าถามผมจะไปไหนบ้าง  โอ..มีเยอะครับ ไปตามที่ใจปรารถนา หากเป็นงานช่าง เค้าก็เรียกว่า “เก็บงาน” คือเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ที่ผมจะเดินทางไปพม่า!

อีกตั้ง ๗-๘ เดือน ไม่รู้ว่าบ้านเมืองจะเกิดเหตุร้ายขึ้นก่อนหรือเปล่า ถึงตอนนั้นถ้าหากไม่ได้ไป…ผมก็ไม่เสียใจครับ!

Published in: on กรกฎาคม 21, 2013 at 10:57 pm  ให้ความเห็น  

พาสปอร์ตใหม่ไปลาว – กลับเมืองไทย

walk2bus-station

๒ มกราคม ๒๕๕๖ ผมตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน หลังจากพกพาพาสปอร์ตฉบับใหม่เดินทางจากบ้านห้วยทราย ผ่านหลวงพระบางและวังเวียง มาจนถึงนครเวียงจันทน์…

DSC02211

ผมได้เขียนไว้ใน “พาสปอร์ตใหม่ไปลาว – เดินไปสถานีขนส่ง” ว่า…

อยู่มา ๒ วัน…เดินซะจนปรุไปเกือบครึ่งค่อน ฉะนั้นเช้านี้ผมจึงไปสถานีขนส่งได้อย่างสบายใจ ในมือถือกล้อง Sony ตัวเล็กของครูหน่อยคอยจับภาพท้องฟ้าที่เริ่มสาง แต่ก็ต้องใช้ความระมัดระวังในการก้าวเดิน พยายามมิให้เกิดสะดุดหกขะล้ม…ก่อนที่จะปิดฉากการท่องเที่ยวในครั้งนี้

ออกเดินทางจากเฮือนพักเวลา ๐๖.๑๐ น. ผมเดินไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย มีความรู้สึกว่าเร็วจัง ยังไม่ทันไรก็ถึงสี่แยกพิพิธภัณฑ์วัดสีสะเกด! ผมเลี้ยวซ้ายเดินต่อไปจนถึงสี่แยกที่เมื่อวานนี้ได้ช่วยบอกทางให้สาวญี่ปุ่นผู้ยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ตรงนั้น…

DSC02216

ผมเลี้ยวขวา ข้ามถนนแล้วเดินผ่าน “กาดเซ้า” ไปจนถึงสถานีขนส่ง…

DSC02224

ยังเช้าเกินไป เค้ายังไม่เปิดจำหน่ายตั๋ว  ผมเดินไปร้านกาแฟซึ่งอยู่ตรงประตูทางเข้า สั่งกินกาแฟลาวกับปาท่องโก๋ (รวม ๗,๐๐๐ กีบ)  กินเสร็จมองไปทางช่องขายตั๋ว เห็นมีคนยืนต่อคิวกันแล้ว ผมรีบจ่ายเงินแล้วเดินแบกเป้ไปรอที่หน้าห้องจำหน่ายตั๋วรถไปอุดรฯ  คนขายปี้ยังไม่มา!  รออีกพักใหญ่ก็มีสาวลาวมาทำหน้าที่  ผมยื่นพาสปอร์ตให้ผู้สาวลงชื่อใน list ผู้โดยสาร จ่ายค่ารถจากเวียงจันทน์ไปอุดรธานี ๒๒,๐๐๐ กีบ (๘๘ บาท)  ซึ่งถ้าเป็นเมื่อวานนี้ซึ่งเป็นวันหยุด เค้าจะบวกค่าทำงานล่วงเวลาอีก ๒,๐๐๐ กีบ

ที่ชานชาลา..ก่อนหน้านั้นมีรถไปหนองคายจอดอยู่  พอรถออกจากท่า รถอุดรฯ ก็เข้าแทนที่  ผมนำเป้ไปให้เค้าติด tag แล้วเผ้าดูจนกระทั่ง “เจ้าแรด” ถูกนำเข้าไว้ใต้ท้องรถอย่างเรียบร้อย  เดินขึ้นรถแล้ว…มองหาที่นั่ง B2    A1 และ A2 อยู่ด้านหน้าเป็นที่นั่งของคุณลุงและคุณป้าชาวไทย  ส่วน B1 เป็นของหนุ่มลาว (คนเวียงจันทน์) ซึ่งไปทำงานอยู่ในโรงงานผลิตรองเท้าที่ขอนแก่น…เมืองไม้แก่นเป็นขอน  เขาเดินทางกลับบ้านมาเยี่ยมลูกเมียในช่วงปีใหม่  เราคุยกันด้วยดีด้วยภาษาไทย…

เวลา ๘.๐๐ น รถออกวิ่งไปยังสะพานมิตรภาพไทย-ลาว พอถึงด่านเค้าก็จอดให้ผู้โดยสารลงจากรถ ผมเดินตามหนุ่มลาว B1 ไปติด ๆ  ขั้นตอนการผ่าน ต.ม.ลาวก็สะดวกดี  ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด!!

lao-departure

ผมเดินไปขึ้นรถ รอให้ผู้โดยสารมาครบ  เวลา ๐๘.๓๔ น. รถก็ออกวิ่งข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวไปยังฝั่งไทย จอดให้ผู้โดยสารลงอีกครั้ง   “เหลืออีกขั้นตอนเดียว” ผมคิดในใจ

เมื่อไปที่ช่อง “Thai Passport” ผมเห็นไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำ ต้องไปผ่านทางช่องที่มีผู้คนต่อคิวกันอยู่ พอดีเช้านี้มีคนไม่มาก ใช้เวลาไม่นาน…ผมก็ไปยืนรออยู่ที่รถ!

 thai-arrival1

กลับเข้าไทยแล้ว…ผมเก็บพาสปอร์ตให้เรียบร้อย ไม่จำเป็นต้องใช้อีกต่อไป!

รถขยับตัวออกจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ผ่านทางแยกไปหนองคาย…มุ่งหน้าสู่อุดรธานี ผมเห็นโชเฟอร์ลาวเปลี่ยนวิธีขับจากการวิ่งด้านขวามาวิ่งด้านซ้าย  อืมมม์…ถ้าเป็นผมคงทำไม่ได้

ผมนั่งมองถนนหนทางที่กว้างใหญ่ และบ้านเมืองซึ่งเจริญกว่าที่เห็นในลาวไปเรื่อย ๆ  จนกระทั่งรถวิ่งเข้าสถานีขนส่งอุดรธานี…

สถานีขนส่งที่ไปถึงนั้นเป็นสถานีขนส่งเก่า ถ้าจะเดินทางขึ้นเหนือ จะต้องไปขึ้นรถที่สถานีขนส่งใหม่  ผมเดินออกไปขึ้นรถสองแถวสาย 7 ที่หน้าสถานีขนส่ง…

DSC_0959

ต้องรอนานหน่อย แต่ผมก็ถึงสถานีขนส่งใหม่ได้ทันเวลา สอบถามเจ้าหน้าที่ เค้าบอกว่ามีรถทัวร์ไปเชียงใหม่ออกจากอุดรฯ ประมาณ ๓ โมงเย็น แต้ถ้าไม่อยากรอ ก็ให้ขึ้นรถไปลงพิษณุโลก แล้วค่อยหารอต่อไปยังลำปาง…

DSC_0957

ผมทำตามคำแนะนำ รีบไปซื้อตั๋วรถไปพิษณุโลก ที่ชานชาลา 22…

DSC_0953

ถ่ายภาพรถที่กำลังจะพาผมไปพิษณุโลกไว้ ๑ บาน…

DSC_0952

รถออกเวลาเที่ยงตรง ยังมีเวลา…ผมเดินไปกิน “ราดหน้าทะเล” ที่ร้านอาหารข้าง ๆ ท่ารถ

DSC_0963

๓๐ บาทเอง…ถ้าเป็นที่ลาว ชามนี้ก็จะอยู่ที่ ๗๐-๘๐ บาท

อิ่มแล้ว ผมเดินกลับมาที่รถ ได้ยินเสียงเรียกให้ขึ้นรถ  เห็นว่าคนเต็ม…รถอาจจะออกก่อนกำหนด

DSC_0965

รถแน่นจนผู้โดยสารผู้มาทีหลังต้องยืน โชคดีที่ผมมาซื้อตั๋วไว้ได้ก่อน….

DSC_0974

รถวิ่งออกจากสถานีขนส่งตามเวลา ผมเปิดตาเบิ่งสองข้างทางไปตลอดเส้นทาง ไม่เคยรู้สึกเบื่อหน่ายหรือเหนื่อยล้ากับการเดินทาง…

DSC_0987

DSC_0993

ใช้เวลาวิ่งกว่า ๖ ชั่วโมงก็ถึงสถานีขนส่งพิษณุโลก ผมลงจากรถ ไปรับเป้แล้วรีบไปหาซื้อตั๋วโดยสารไปลำปาง…

ไปช่องไหนก็เต็มหมด นับเป็นความตื่นเต้นของการเดินทางตามสไตล์ลุงน้ำชา  กำลังจะหมดหวังอยู่แล้ว…ผมไปถามที่ช่องจำหน่ายตั๋วอีกช่องหนึ่ง พนักงานสาวบอกว่ารถมีปัญหาจะมาช้ากว่ากำหนด ถ้ารอได้..ก็พอมีที่นั่งให้!!  ได้เลยครับ สำหรับคนแบกเป้อย่างผมรอได้อยู่แล้ว ผมควักเงินจ่ายค่าตั๋วทันที…

ต้องนั่งรออยู่จน ๓ ทุ่มกว่ารถถึงได้มา ในที่สุด…ผมก็เดินทางกลับสูลำปางโดยสวัสดิภาพ

ผมเปิดประตูเข้าบ้านที่ปงแสนทอง เวลาประมาณตี ๒ เห็นจะได้!!

จบแล้วจ้า…”พาสปอร์ตใหม่ไปลาว”   ขอนำ “ภาพเก็บตกที่เวียงจ้นทน์” มาปิดท้ายด้วยนะครับ…

DSC_0906

DSC_0532

DSC_0566

DSC_0575

DSC_0536

DSC_0641

DSC_0608w

DSC_0542

DSC_0573

DSC_0596

DSC_0606

DSC_0766

DSC_0942

DSC_0787

DSC_0739

ปิดประตูซะที แล้วค่อยพบกันใหม่ในทริปต่อไปครับ…

Published in: on กรกฎาคม 20, 2013 at 9:27 pm  ให้ความเห็น  
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 146 other followers